รอมดอน (กำลังจะมา) มาแล้ว

12/มิ.ย./2012 09:49:17 โดย sindarooz
27
12925



  

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21/ก.ค./2012 09:17:14 โดย sindarooz »

27 ความคิดเห็น
  ความคิดเห็น #1 เมื่อ: 12/มิ.ย./2012 10:03:10 »

                                           เดือนที่ไหนดี

ฟัตวาของเชค อัล-อุษัยมีน

สนับสนุนอิคติลาฟ อัล-มะฏอลิอฺ  
 

คำถาม :
        เราควรถือศีลอด(ในเดือนรอมาฎอน)และเลิกถือศีลอดของเราตามการเห็นฮิลาล(จันทร์เสี้ยวของเดือนใหม่)ในซาอุดิอาระเบีย หรือเราควรจะถือศีลอดตามการเห็นฮิลาลในประเทศที่เราอาศัยอยู่?

 

คำตอบ :

          ในหมู่อุละมาอฺมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้แตกต่างกันออกไปมากมาย มีประมาณหกทัศนะที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีทัศนะหลักๆ อยู่สองทัศนะคือ
         

     ทัศนะแรก คือทุกคนควรจะดูเดือนในประเทศของตนเอง และประเทศที่มีดวงจันทร์ขึ้นในเวลาเดียวกันก็ควรจะปฏิบัติตามประเทศของตน เหตุผลนั้นก็คือว่าเวลาที่ดวงจันทร์ขึ้นนั้นแตกต่างกันออกไป แต่ละสถานที่ไม่เหมือนกัน
    
    ทัศนะที่สอง นั้นก็คือ การเริ่มต้นเดือนใหม่จำเป็นต้องได้รับการยืนยันในประเทศมุสลิมประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น ถ้าในประเทศมุสลิมประเทศใดประเทศหนึ่งยืนยันการเห็นฮิลาล เมื่อนั้น ถือเป็นข้อบังคับที่มุสลิมทุกคนจะต้องใช้การเห็นเดือนนั้นกำหนดการเริ่มต้นถือศีลอดในเดือนรอมาฎอน หรือเลิกถือศีลอด(เมื่อสิ้นเดือนแล้ว)
   
   ตามทัศนะที่สอง  สำหรับในช่วงเริ่มต้นเดือนรอมาฎอน ถ้ามีการยืนยันว่าเห็นฮิลาลในซาอุดิอาระเบีย ก็บังคับให้มุสลิมทุกคนในทุกส่วนของโลกถือศีลอดตาม(ซาอุดิอาระเบีย)สำหรับในช่วงเริ่มต้นเดือนเชาวาล ก็บังคับให้มุสลิมทุกคนเลิกถือศีลอดตามเช่นกัน นี่คือทัศนะที่เกือบจะเป็นการยึดถือโดยทั่วไปของผู้สังกัดมัซฮับอิมามอะหฺมัด อิบนฺ ฮัมบาล
      
   อย่างไรก็ตาม ทัศนะแรกมีความถูกต้องมากกว่า เพราะพยานหลักฐานที่ปรากฏในอัล-กุรฺอาน, สุนนะฮฺและเพราะการกิยาส(อนุมานเปรียบเทียบ) สำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับอัล-กุรฺอานนั้น อัลลอฮ์ ตรัสว่า :

“เดือนรอมฎอนคือเดือนที่อัล-กุรฺอานถูกประทานลงมา เพื่อเป็นทางนำสำหรับมวลมนุษย์

เป็นหลักฐานอันชัดเจนให้กับทางนำนั้น และยังเป็นบรรทัดฐานสำหรับแยกแยะความจริงและความเท็จ

ดังนั้น พวกเจ้าคนใดเห็น(จันทร์เสี้ยวค่ำคืนแรกของ)เดือนนั้น ให้เขาถือศีลอดในเดือนนั้น”


(ซูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺ 185 )

 

          ประโยคสุดท้ายเป็นประโยคเงื่อนไข และกฎซึ่งแฝงอยู่ในประโยคเงื่อนไขนั้นได้รับการบัญญัติไว้สำหรับผู้ที่อยู่ในเงื่อนไข และไม่มีผลบังคับสำหรับบุคคลที่ไม่เข้าข่ายตามเงื่อนไขดังกล่าว ดังนั้น ประโยคที่กล่าวว่า

“พวกเจ้าคนใดเห็น(จันทร์เสี้ยวค่ำคืนแรกของ)เดือนนั้น ให้เขาถือศีลอดในเดือนนั้น” จึงมีความหมายว่า บุคคลที่มิได้มองเห็นจันทร์เสี้ยวก็มิต้องถือศีลอด

 
         เป็นที่รับรู้กันเป็นอย่างดีในหมู่นักดาราศาสตร์ว่า เวลาที่ดวงจันทร์ขึ้นในแต่ละสถานที่นั้นแตกต่างกัน ณ สถานที่หนึ่ง อาจมีคนมองเห็นเดือน แต่อีกสถานที่หนึ่ง อาจไม่มีคนมองเห็นเดือน เพราะฉะนั้น ตามความหมายของอายะฮฺดังกล่าว (2:185) บุคคลที่มองไม่เห็นเดือน ก็ไม่เป็นที่บังคับให้ต้องถือศีลอด

 

ตามสุนนะฮฺ ท่านนบี  กล่าวว่า

“ถ้าเจ้าเห็นมัน(ฮิลาลของเดือนรอมาฎอน) จงเริ่มถือศีลอด และถ้าเจ้าเห็นมันอีกครั้ง(ฮิลาลของเดือนเชาวาล) จงเลิกถือศีลอด

และถ้ามีเมฆมาบดบังมิให้เจ้ามองเห็น ดังนั้น จงนับ(เดือนปัจจุบัน)ให้ครบสามสิบวัน”


          ท่านนบี  กล่าวว่า “ถ้าเจ้าเห็นมัน” เท่ากับว่าท่านนบี  เชื่อมโยงกฎนั้นเข้ากับการดูเดือน และถ้ากฎนั้นเชื่อมโยงกับเหตุที่เป็นจริง เมื่อนั้นกฎดังกล่าวจะไม่มีผลบังคับใช้ในกรณีที่เหตุนั้นไม่มีอยู่จริง

        
        
         หากพิจารณาในมุมมองของการกิยาส(การอนุมานเปรียบเทียบ)นั้น เมื่อเรากล่าวว่าจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง เวลาเริ่มถือศีลอดและเวลาละศีลอดในแต่ละวันช่างแตกต่างกันจริงๆ ในทำนองเดียวกัน เวลาที่เริ่มต้นถือศีลอดเดือนรอมาฎอน และเวลาที่เลิกถือศีลอดเดือนรอมาฎอนย่อมจะแตกต่างกันฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น

ตัวอย่างเช่น เราอยู่ในริยาห์ด ทุกวันเราเริ่มถือศีลอดก่อนผู้คนในอัล-หิญาซ และเรายังละศีลอดก่อนพวกเขาเช่นกัน ฉะนั้น เราถูกบังคับให้ต้องเริ่มต้นถือศีลอดในขณะที่พวกเขายังคงรับประทานอาหารกันอยู่ตามปกติ ในอีกด้านหนึ่ง ช่วงเวลาพลบค่ำเรารับประทานอาหารได้แล้ว ขณะที่พวกเขายังต้องถือศีลอดอยู่ เพราะเหตุดังกล่าว

ถ้าแต่ละสถานที่มีกฎของตัวเองเนื่องจากความแตกต่างทางด้านเวลาขึ้นและเวลาตกของดวงอาทิตย์แล้ว ในทำนองเดียวกัน แต่ละสถานที่ย่อมมีกฎของตัวเอง เนื่องจากความแตกต่างทางด้านเวลาขึ้นและเวลาตกของดวงจันทร์เช่นกัน

 เพราะฉะนั้น คำตอบสำหรับคำถามข้างต้นเป็นที่ชัดเจนแล้ว เป็นวายิบ(บังคับ)สำหรับท่าน ท่านจะต้องปฏิบัติตามการเห็นฮิลาลในพื้นที่ที่ท่านอาศัยอยู่


 



 

เชค อิบนฺ อุษัยมีน  อ้างอิง : อัล-อฺะกอลลียาต อัล-มุสลิมะฮฺ หน้า 84 ฟัตวาหมายเลขที่ 23


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12/มิ.ย./2012 11:10:43 โดย sindarooz »

  ความคิดเห็น #2 เมื่อ: 17/มิ.ย./2012 02:22:35 »


                                          ต้อนรับเดือนรอมฎอนอย่างไร ?


  เดือนรอมฎอนมีความสำคัญอย่างไร ?

(( إِذَا جَاءَ رَمَضَانُ فُتِّحَتْ أَبْوَابُ الْجَنَّة وَأُغْلِقَتْ أَبْوَابُ النَّارِ وَصُفِّدَتِ الشَّيَاطِيْنُ ))

“เมื่อเดือนรอมฎอนมาถึง ประตูต่างๆของสวรรค์ก็ถูกเปิด และประตูต่างๆของนรกก็ถูกปิด และบรรดาชัยฏอนก็ถูกพันธนาการไว้”
(บันทึกโดยอัลบุคอรียฺและมุสลิม)


ท่านมีความรู้สึกต่อเดือนรอมฎอนอย่างไร ?

  เมื่อท่านนบีได้ก้าวขึ้นมิมบัรท่านได้กล่าวว่า “อามีน อามีน อามีน” มีผู้ถามว่า “โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ แท้จริงเมื่อท่านได้ก้าวขึ้นมิมบัร ท่านได้กล่าวว่า อามีน อามีน อามีน” ท่านร่อซูลุลลอฮฺตอบว่า

(( إِنَّ جِبْرَائِيْلَ أَتَانِيْ فَقَالَ : مَنْ أَدْرَكَ شَهْرَ رَمَضَانَ فَلَمْ يُغْفَرْ لَهُ فَدَخَلَ النَّارَ فَأَبْعَدَهُ اللهُ . قُلْ : آمِيْنَ ، فَقُلْتُ : آمِيْنَ ... ))

“แท้จริงญิบรออีล ได้มาหาฉัน (ขณะนั้น) แล้วกล่าวว่า ผู้ใดเข้าสู่เดือนรอมฎอนแล้วเขาไม่ได้รับการอภัยโทษ เขาเข้าสู่ไฟนรก ขอให้เขาห่างไกลจากความเมตตาของพระองค์ ท่านจงกล่าวว่า อามีน แล้วฉันก็กล่าวว่า อามีน”
บันทึกโดยอัลคุซัยมะฮฺ อะหมัด และอัลบัยฮะกียฺ


  สังคมมองหยั่งเดือนรอมฎอนอย่างไร ?

﴿ شَهْرُ رَمَضَانَ الَّذِي أُنزِلَ فِيهِ الْقُرْآنُ هُدًى لِّلنَّاسِ وَبَيِّنَاتٍ مِّنَ الهُدَى وَالْفُرْقَانِ ، فَمَن شَهِدَ مِنكُمُ الشَّهْرَ فَلْيَصُمْهُ ﴾

“เดือนรอมฎอนนั้นเป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมาในฐานะเป็นข้อแนะนำสำหรับมนุษย์ และเป็นหลักฐานอันชัดเจนเกี่ยวกับข้อแนะนำนั้น และเกี่ยวกับสิ่งที่จำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ ดังนั้น ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเข้าอยู่ในเดือนนั้นแล้ว ก็จงถือศีลอดในเดือนนั้นเถิด”
(บะเกาะเราะฮฺ 185)


จะทำอย่างไรให้เดือนรอมฎอนเป็นเดือนอันประเสริฐที่มีคุณค่าในชีวิตและสังคมของเรา ?


 

  วิธีต้อนรับเดือนรอมฎอน

วิธีที่ 1 الدعاء

การวิงวอน(ดุอาอฺ)ต่ออัลลอฮฺ ให้เรามีชีวิตได้ทันทำอิบาดะฮฺในเดือนรอมฎอนอีกครั้งหนึ่ง ด้วยสุขภาพพลานามัยอันสมบูรณ์

أنه قال كان النبي صلى الله عليه وسلم إذا دخل رجب قال ( اللهم بارك لنا في رجب وشعبان وبلغنا رمضان ( رواه أحمد والطبراني )

ท่านอนัสอิบนุมาลิก ได้รายงานไว้ว่า เมื่อถึงเดือนรอยับแล้ว ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ ขอให้เรามีความจำเริญในเดือนรอยับและเดือนชะอฺบาน และขอให้เราบรรลุเดือนรอมฎอน”
(บันทึกโดยอะหมัดและฏ๊อบรอนียฺ)

บรรดาสะละฟุศศอและฮฺมักจะวิงวอนหลายเดือน เพื่อจะได้บรรลุเดือนรอมฎอน และวิงวอนเพื่อให้อัลลอฮฺตอบรับความดีงามที่ได้ทำไว้ในเดือนรอมฎอน

دعاء رؤية الهلال

เมื่อมุสลิมเห็นจันทร์เสี้ยวของเดือนรอมฎอน เป็นซุนนะฮฺให้กล่าวว่า

الله أكبر اللهم أهله علينا بالأمن والإيمان والسلامة والإسلام والتوفيق لما تحب وترضى ربي وربك الله
[ رواه الترمذي , والدارمي , وصححه ابن حبان[

“อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุมมะอะฮิลละฮู อะลัยนา บิลอัมนิ วัลอีมานิ วัสสลามะติ วัลอิสลามิ วัตเตาฟีกิ ลิมา ตุฮิบบุ วะตัรฎอ ร็อบบี วะร็อบบุกัลลอฮุ”

ความว่า “อัลลอฮฺทรงเกรียงไกร โอ้อัลลอฮฺ ขอให้(จันทร์เสี้ยวนี้)ปรากฏต่อเราด้วยความสวัสดิภาพ ความศรัทธา ความปลอดภัย อิสลาม และทางนำในสิ่งที่พระองค์ทรงโปรดและพอพระทัย พระผู้อภิบาลของฉันและท่านคืออัลลอฮฺ"
(บันทึกโดยติรมิซียฺและดาริมียฺ อิบนิฮิบบานกล่าวว่าศ่อเฮียะฮฺ)


วิธีที่ 2 الشكر

ต้อนรับเดือนรอมฎอนด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์อัลลอฮฺทรงโปรดประทานชีวิตและสุขภาพจนมีโอกาสเข้าสู่เดือนรอมฎอนและทำอิบาดะฮฺอีกปีหนึ่ง ซึ่งเป็นพระเกียรติอันล้ำค่าที่บ่าวของอัลลอฮฺได้รับโอกาสถวายความดีในเดือนอันประเสริฐนี้

อิมามนะวะวียฺกล่าวว่า พึงทราบว่า เป็นสิ่งที่ชอบให้กระทำสำหรับทุกคน เมื่อได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ ให้สุญูดเพื่อขอบคุณพระองค์ หรือสรรเสริญต่อพระองค์

การที่เราได้รับโอกาสถือศีลอดเดือนรอมฎอนอีกปี ถือเป็นความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ที่ควรกล่าวคำขอบคุณต่ออัลลอฮฺด้วยการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมกับเนียะมะฮฺนี้



วิธีที่ 3 السرور

ต้อนรับเดือนรอมฎอนด้วยการแสดงความยินดี ความปลื้มใจ เช่นที่ท่านนบี y กล่าวเมื่อใกล้เดือนรอมฎอนว่า

( جاءكم شهر رمضان , شهر رمضان شهر مبارك كتب الله عليكم صيامه فيه تفتح أبواب الجنان وتغلق فيه أبواب الجحيم ... الحديث . ( أخرجه أحمد )

“เดือนรอมฎอนมายังพวกท่านแล้ว เดือนรอมฎอนเป็นเดือนอันมีความจำเริญยิ่ง อัลลอฮฺทรงบัญญัติให้พวกท่านถือศีลอดในเดือนนี้ ประตูสวรรค์จะถูกเปิด และประตูนรกจะถูกปิด”
(บันทึกโดยอิมามอะหมัด)

บรรดาอัสสะละฟุศศอและฮฺจะแสดงความดีใจและเอาใจใส่ในการต้อนรับเดือนรอมฎอน เพราะเป็นสัญลักษณ์ของผู้ศรัทธาที่จะปิติยินดีเมื่อมีโอกาสกระทำความดีอันเป็นหนทางสู่ความเมตตาของอัลลอฮฺ



วิธีที่ 4 التخطيط

ต้อนรับเดือนรอมฎอนด้วยการวางแผนและความตั้งใจในการรับประโยชน์และผลบุญอย่างสุดความสามารถ เพราะชาวอาคิเราะฮฺจะวางแผนเพื่อโลกหน้า เหมือนชาวดุนยาที่มักจะวางแผนเพื่อโลกนี้

ตัวอย่างในการวางแผนในเดือนรอมฎอนคือ การจัดตารางทำอิบาดะฮฺ ทำความดี กี่ชนิด กี่อย่าง และให้มีระบบในการบริหารเวลาในเดือนนี้



 วิธีที่ 5 الميثاق الأكيد

ต้อนรับเดือนรอมฎอนด้วยการทำสัญญากับอัลลอฮฺ ให้พระองค์ทรงโปรดเอื้ออำนวยให้เรานั้นปฏิบัติอิบาดะฮฺอย่างจริงใจ และให้คำมั่นสัญญานี้มีความบริสุทธิ์ใจ เพราะอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงสัญญาไว้ว่า

( فَلَوْ صَدَقُوْا اللهَ لَكَانَ خَيْرَاً لَهُمْ )

“ดังนั้น หากพวกเขาจริงใจต่ออัลลอฮฺแล้ว ก็จะเป็นการดีแก่พวกเขา”

และท่านนบี เคยพูดกับสาวกท่านหนึ่งว่า

( إِنْ تَصْدُقِ اللهَ يَصْدُقْكَ )

“ถ้าหากท่านจริงใจต่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺจึงจะจริงจังต่อท่าน”



  วิธีที่ 6 العلم

ต้อนรับเดือนรอมฎอนด้วยการศึกษา แสวงหาความรู้ เกี่ยวกับการถือศีลอด และปัญหาที่ใกล้เคียง เพื่อเป็นการเตรียมตัวปฏิบัติอิบาดะฮฺอย่างถูกต้อง เพราะเราถูกใช้ให้ถามผู้รู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ ดังนั้นเป็นหน้าที่ของเราทุกๆคนที่ต้องเอาใจใส่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ และอย่าถือว่าเป็นเรื่องเล็ก เพราะผลกระทบจากการที่ไม่รู้หลักการของการถือศีลอดนั้น อาจทำให้สูญเสียซึ่งผลบุญที่เรามุ่งมั่นแสวงหาอย่างขะมักเขม้น จึงทำให้พวกเราขาดทุนโดยไม่รู้สึกตัว



 วิธีที่ 7 التوبة

การต้อนรับเดือนรอมฎอนด้วยความตั้งใจห่างไกล ละทิ้งความผิดทุกชนิด และกลับเนื้อกลับตัวอย่างบริสุทธิ์ใจ เพราะบรรดาผู้ศรัทธามีหน้าที่ต้องเตาบัต(กลับเนื้อกลับตัว)ในทุกเวลาอยู่แล้ว เมื่อถึงเดือนรอมฎอนก็เป็นโอกาสทองที่เราต้องเตาบัตตัว เพราะถ้าหากไม่สามารถกลับเนื้อกลับตัวในเดือน แล้วเมื่อไหร่เล่าจะกลับเนื้อกลับตัว

الطريقة السابعة : علينا أن نستقبله بالعزم على ترك الآثام والسيئات والتوبة الصادقة من جميع الذنوب , والإقلاع عنها وعدم العودة إليها , فهو شهر التوبة فمن لم يتب فيه فمتى يتوب ؟" قال الله تعالى : { وَتُوبُوا إِلَى اللَّهِ جَمِيعاً أَيُّهَا
الْمُؤْمِنُونَ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُونَ } [ النور : 31].



วิธีที่ 8 الدعوة

ต้อนรับเดือนรอมฎอนด้วยการเตรียมตัวเผยแผ่ความดีงามและคุณธรรมแห่งเดือนรอมฎอน ให้คนใกล้เคียงมีแนวร่วมในการทำความดี เช่น

    เชิญชวนละหมาดที่มัสยิดทุกวักตู
    ละหมาดตะรอเวียะฮฺทุกคืน
    บริจาคทานทุกวัน
    อ่านอัลกุรอานให้มากๆ
    ระงับอารมณ์ให้หนักแน่น
    จัดบรรยายหรือนะศีหะฮฺ แบบสั้นๆเล็กๆน้อยๆ สำหรับครอบครัวและเพื่อนฝูง ซึ่งจะสร้างบรรยากาศอันสวยงามในสังคมของเรา



  วิธีที่ 9 الصفحة البيضاء

ต้อนรับเดือนรอมฎอนด้วยชีวิตใหม่อันขาวบริสุทธิ์และปราศจากมลทิน โดยตั้งใจคืนดีกับ

    อัลลอฮฺ โดยปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นบ่าวของพระองค์
    ร่อซูลของอัลลอฮฺ โดยปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นผู้ยืนหยัดในแนวทางของท่าน
    ครอบครัว สังคม และสิ่งแวดล้อม คือชีวิตทั้งปวงให้ขึ้นอยู่กับพระบัญชาของอัลลอฮฺ
    ชีวิตเช่นนี้ย่อมเป็นชีวิตที่สดใส มีความสุข และมีความสำเร็จอย่างแน่นอน



  วิธีที่ 10 مشاركة المسلمين في آلامهم

ต้อนรับเดือนรอมฎอนด้วยจิตสำนึกอันเลื่อมใสต่อประชาชาติอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นพี่น้องมุสลิมที่กำลังประสบความทุกข์ ให้เราร่วมความรู้สึกกับเขาในสิ่งที่เขากำลังประสบอยู่ เฉกเช่นพี่น้องมุสลิมที่ฟิลิสฏีน อัฟฆอนิสตาน อิรัก และอื่นๆ เพราะเดือนรอมฎอนเป็นเดือนแห่งการต่อสู้นัฟซู ต่อสู้ชัยฏอน ต่อสู้ศัตรู

****************************************************

ข้อมูลจาก...ชมรมอัซซุนนะฮฺ
โดย... เชคริฎอ อะหมัด สมะดี


  ความคิดเห็น #3 เมื่อ: 18/มิ.ย./2012 10:02:28 »


  ความคิดเห็น #4 เมื่อ: 21/มิ.ย./2012 12:25:02 »

   

  วันหนึ่งในเดือนรอมฎอน กับอีหม่ามฮะซัน อัลบันนา

           
  วันหนึ่งในช่วงรอมฎอน ท่านอิหม่ามหะสัน อัล-บันนาได้รับเชิญให้ไปบรรยายในหมู่บ้านเล็กๆในประเทศอียิปต์ฺ ประชาชนที่นั้นได้แตกแยกออกเป็น สองกลุ่ม เนื่องด้วยความเชื่อที่ไม่เหมือนกันเกี่ยวกับจำนวนรอกาอัตในละหมาดตะรอเวียะห์

 
กลุ่มหนึ่งได้พยายามอธิบายถึงการปฏิบัติของท่าน อุมัร อิบนุคอตตอบ(ร.ฎ)ว่าพวกเขาควรจะปฏิบัติ 20 รอกาอัต   

  กลุ่มที่เหลือพวกเขาได้เชื่อมั่นว่าพวกเขาต้องปฏิบัติ 8 รอกาอัต พวกเขารู้ว่าท่านนบี(ซ.ล)ไม่เคยปฏิบัติเกินว่าจำนวนนี้เลยไม่ว่าเวลาใด   

  ดังนั้นกลุ่มหนึ่งจึงได้กล่าวหาว่าอีกกลุ่มเป็นพวกบิดอะฮฺ(อุตริกรรมทางศาสนา) พวกเขาทะเลาะกันถึงขั้นอันตราย เกือบจะนำไปสู่ความขัดแย้งของผู้คนโดยทั่วไป เมื่ออีหม่ามอันบันนาได้มาถึง พวกเขาก็เห็นพ้องกันที่จะนำเรื่องนี้ให้ท่านพิจารณา

   
วิธีการที่ท่านใช้จัดการต่อเหตุการณ์นั้น ได้เป็นการสอนแก่พวกเราทุกคนด้วย

เริ่มแรกท่านได้ตั้งคำถามว่า อะไรคือสถานะของละหมาดตะรอเวียะห์ ? คำตอบคือ เป็นสุนัต ซึ่ง ผู้ใดปฏิบัติก็จะได้รับผลตอบแทน ผู้ใดไม่ปฏิบัติก็จะไม่ถูกลงโทษ

ท่านถามต่อไปว่า อะไรคือสถานะของความเป็นพี่น้องในระหว่างมุสลิม ? พวกเขาตอบว่า มันเป็นฟัรฎู(ข้อกำหนด)เป็นหนึ่งในรากฐานของความศรัทธา   

จากนั้นท่านจึงสรุปว่า มันสมเหตุสมผลแล้วหรือที่พวกท่านละทิ้งฟัรฎูเพื่อสุนัต

  ท่านได้บอกพวกเขาต่อไปว่า ถ้าหากเป็นการรักษาความเป็นพี่น้อง และแต่ละคนก็ไปปฏิบัติที่บ้าน ตามความเชื่อมั่นของตัวเอง มันจะเป็นการดีกว่าที่ท่านได้ออกห่างจากการโต้เถียงและขัดแย้งกัน
 

   
  เมื่อฉันได้เล่าเรื่องนี้ให้บางคนฟัง พวกเขากลับกล่าวว่า การกระทำของอันบันนา เป็นการหนีความจริง หมายถึงการไม่ยอมชี้ถึงข้อแตกต่างระหว่างสุนนะฮฺ(แบบอย่างท่านนบีฯ)และบิดอะฮฺ(อุตริกรรม)  โดยพวกเขายืนยันว่า สิ่งนี้เป็นหน้าที่ของมุสลิม

ฉันได้ตอบว่านี้เป็นเรื่องของความคิดเห็นที่ต่างกัน(ที่มีต่อตัวบท ไม่ใช่เรื่องซุนนะฮ์และบิดอะฮฺ) ดังนั้น ถึงแม้ฉันเองได้ปฏิบัติละหมาด 8 รอกาอัต ฉันก็จะไม่กล่าวหาว่ากลุ่มที่ปฏิบัติ 20รอกาอัตเป็นกลุ่มบิดอะฮฺ   

 
  แต่พวกเขาได้ยืนยันว่า การตัดสินใจเลือกในกรณีเช่นนี้ ถือเป็นหน้าที่ของมุสลิมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  ฉันได้ยืนยันกับพวกเขาว่า ถูกต้อง หากว่ามันเป็นการเลือกระหว่างสิ่งที่ต้องห้าม(ฮะรอม)กับสิ่งที่อนุมัติ(ฮะลาล) แต่กรณีนี้ยังมีข้อแตกต่างทางความคิดเห็นระหว่างนักนิติศาสตร์ของสำนักต่างๆอยู่ ถึงที่สุดก็ย่อมทำให้พวกเราแต่ละคนมีความเห็นเป็นของตัวเอง


  ฉะนั้น จะดันทุรังหรือคลั่งไคล้ไปทำไมกัน !!!

 

   ..................................

http://www.fityah.com/index.php?option=com_content&task=view&id=218&Itemid=31

ได้ยินบ่อยมาก ๆ   เล่าโดย เชค ยูซุฟ อัล-ก็อรฎอวีย์

  ความคิดเห็น #5 เมื่อ: 22/มิ.ย./2012 05:49:27 »
ปฏิทินสวยมากเลยครับ ขออนุญาตนำไปเผยแพร่

  ความคิดเห็น #6 เมื่อ: 24/มิ.ย./2012 02:12:35 »
เอาอันนี้ดีกว่าไหมครับ

ช่วยกันรนรงค์เลิกบุหรี่ด้วยครับ





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24/มิ.ย./2012 02:32:24 โดย muslim optical »

  ความคิดเห็น #7 เมื่อ: 26/มิ.ย./2012 09:30:15 »
รอมฎอน: เดือนแห่งอัล-กุรอาน

อัลอัค

 รอมฎอนเป็นเดือนพิเศษที่แยกไม่ออกจากอัลกุรอาน ซึ่งเป็นวะหฺยุการติดต่อจากอัลลอฮฺลงมาให้กับมนุษย์ ถือว่าเป็นปรากฎการณ์ที่วิเศษที่สุดของมนุษย์ เดือนนี้จึงเน้นพิเศษด้วยการให้ความสำคัญกับอัลกุรอาน ชาวสลัฟจะให้ความสำคัญพิเศษกับอัลกุรอาน



   อิหฺติกาฟสิบวันสุดท้ายเป็นสิ่งที่ได้รับการส่งเสริมพิเศษให้กระทำกัน เป็นสิบวันที่โฟกัสพิเศษต่ออัล-กุรอานและการแสวงหาลัยละตุก็อดรฺ

  ละหมาดตะรอวิหฺเป็นอีกกิจกรรมที่โดดเด่นคู่เดือนรอมฎอน แต่หลายคนลืมสาระของละหมาดตะรอวิหฺ บางทีก็อดขำไม่ได้ คือในขณะที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายที่พากันทะเลาะว่าจะละหมาด 8 หรือ 20 รอกาอัต แบบว่าต้องเลือกข้าง แต่ที่สังเกตเห็นมัสญิดจำนวนมากที่ละหมาด 20 รอกาอัตนั้น แต่พอจบที่ 8 รอกาอัต คนเกินครึ่งหรือสองในสามของมัสญิดพากันเดินออก ไม่เกี่ยวกับมัซฮับไหนหรอก แต่เพราะคนส่วนใหญ่ขี้เกียจ ...
? วัยรุ่นในเมืองปัตตานีจำนวนไม่น้อย พากันออกรถมอเตอร์ไซต์ เพื่อหามัสญิดที่ละหมาดตารอวิหฺ ไม่ได้ไปหาที่อิหม่ามอ่านเสียงดี แต่ไปหามัสญิดที่ละหมาดเร็ว ยิ่งกว่านั้นคนจำนวนมากพอครบ 8 รอกาอัตก็เดินออกแล้ว ปรากฏว่าใช้เวลาละหมาดประมาณสิบกว่านาทีเท่านั้นเอง ... เกิดคำถามมากมายว่า เจตนารมณ์ของการละหมาดตะรอวิหฺคืออะไร
? พวกเรามักจะขัดแย้งกันเหลือเกินว่าละหมาดตะรอวิหฺนั้นทำ 8 หรือ 20 รอกาอัต ซึ่งไม่มีสาระสำคัญเลย อิหม่ามอย่างท่านอิบนุ ตัยมียะฮฺ ก็เห็นว่าทำได้หลายแบบ รวมทั้งแบบ 8 และ 20 ด้วย แต่สาระที่เราควรใส่ใจก็คือ การได้อ่านอัลกุรอานในละหมาด ได้ฟัง ได้ใคร่ครวญกันนาน ๆ ให้หัวใจเราเคลื่อนไปตามการอ่านอัลกุรอาน ดังนั้นรายงานการละหมาดตะรอวิหฺจึงมีแต่การยืนอ่านกันนาน ๆ ไม่ว่า 8 หรือ 20 รอกาอัต


  ความคิดเห็น #8 เมื่อ: 28/มิ.ย./2012 01:41:02 »
                                           ความสุขของผู้ที่ถือศีลอด

  
 

عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ رَضِىَ اللهُ عَنهُ قَالَ : قَالَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّم : " لِلصَّائِمِ فَرْحَتَانِ يَفْرَحُهُمَا ، إِذَا أَفْطَرَ فَرِحَ بِفِطْرِهَ وَإِذَا لَقِىَ رَبَّهُ فَرِحَ بِصَومِهِ"  رواه مسلم 2/807


 ความว่า จากอบี ฮุรอยเราะห์ เราะฎิยัลลอฮ กล่าวว่า ท่านรอซูลกล่าวว่า “สำหรับผู้ที่ถือศีลอดมีความสุขอยู่ 2 วาระ (หนึ่ง) มีความสุขขณะละศีลอด (สอง) ความสุขขณะพบกับพระผู้เป็นเจ้าของเขา” (ในวันอาคีเราะฮฺ)  บันทึกโดยมุสลิม 2/807

คำอธิบายหะดีษ

อัล-กุรฏุบีย์กล่าวว่า ความสุขในขณะละศีลอดนั้นคือ การหายจากความหิวและการกระหายน้ำ เพราะได้ละศีลอด

อิหม่ามอันนะวะวีย์กล่าวว่า ความสุขขณะที่พบกับอัลลอฮ เนื่องจากเขาสามารถมองเห็นการตอบแทนจากพระองค์ และรำลึกถึงเนี๊ยะมัตของอัลลอฮ (ซุบฮ) อันเนื่องจากได้รับเตาฟีกจากพระองค์ส่วน (ความสุขขณะละศีลอด) นั้นเนื่องจากเขาได้รับความสมบูรณ์ในการประกอบอิบาดะห์และปลอดภัยจากสิ่งที่ทำให้อิบะดะห์ของการถือศีลอดนั้นเสียไป ทั้งยังประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาคาดหวังไว้ในผลบุญ [เศาะฮีห์มุสลิม บิซัรฮุ อันนะวะวีย์ 8/31-32]



 บทเรียนจากหะดีษ
 
1. ผู้ที่ถือศีลอดจะมีความสุขอยู่ 2 ประการ

2. กล่าวถึงเนี๊ยะมัตและผลตอบแทนของผู้ที่ถือศีลอดที่จะได้รับจากอัลลอฮ

3. เนี๊ยะมัตในดุนยาที่สามารถลิ้มรสได้ก็คือ ขณะละศีลอดหรือหลังจากผ่านการถือศีลอดเดือนรอมฎอน

4. เนียะมัตที่สามารถลิ้มรสได้วันอาคีเราะห์ก็คือ ขณะที่พบกับพระพักตร์ของอัลลอฮฺ ซึ่งเขาจะได้รับการตอบแทนความดีงามจากพระองค์

5. การถือศีลอดนั้นแม้ว่าในรูปธรรมแล้วจะหิวกระหาย  แต่ในความเป็นจริงแล้วจะประกอบด้วยความสุขอันใหญ่หลวง โดยเฉพาะความสุขขณะพบกับพระพักตร์ของอัลลอฮฺ

6. ผลของการทดสอบจากอัลลอฮนั้นจะได้รับผลตอบแทนที่ดีงาม อาจได้รับขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้หรือในวันอะคีเราะห์


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28/มิ.ย./2012 01:43:53 โดย sindarooz »

  ความคิดเห็น #9 เมื่อ: 01/ก.ค./2012 09:02:29 »
อิบาดะห์ ที่ควรกระทำในเดือน รอมฎอน

  “เดือนนี้เป็นเดือนที่ประตูสวรรค์จะถูกเปิด และประตูนรกจะถูกปิด ซัยตอนจะถูกล่ามโซ่ การสำนึกผิดและกลับตัวกลับใจ(เตาบัต) ของผู้ที่เคยทำบาปจะได้รับการพิจารณา เป็นเดือนที่เริ่มต้นด้วยความเมตตาในสิบวันแรก สิบวันที่สองเป็นช่วงเวลาแห่งการให้อภัย และสิบวันสุดท้ายเป็นช่วงเวลาแห่งการช่วยให้รอดพ้นจากไฟนรก ดังนั้นใครที่มีช่วงเวลาในเดือนนี้ควรที่จะขอบคุณอัลลอฮ์ ให้มากๆในความเมตตาของพระองค์”

   ควรนึกอยู่เสมอว่า รอมฎอนคือเดือนแห่งการอดทน คือเดือนที่คิดถึง ความหิวของคนยากจน ไม่ใช่เดือนแห่งเทศกาลอาหาร หลายๆครอบครัว จัดดเตรียมอาหารสารพัดอย่าง จนเกินความพอดี จนเหลือทิ้ง แทนที่จะได้ผลบุญอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลับต้องมาเสียเป็นบาป สุรุ่ยสุร่าย (มุบัรซิร) การสุรุ่ยสุร่ายเป็นนิสัยของเพื่อนซัยตอน

  - การละศีลอด ในช่วงเย็น ควรทานอาหารแต่พอดี (ตามซุนนะห์ ท่าน นบี คือ ทานผลอินทผาลัม 2 ผล กับน้ำ1แก้ว
แล้วไปละหมาดมักริบก่อน จึงค่อยกลับมาทานอาหาร)



- ควรลีกเลี่ยงการ ติ สิน นินทา การพูดโกหก การเกี้ยวพาราสี(ระหว่างหนุ่มสาว) และการกล่าวใส่ร้ายผู้อื่น(เพราะสิ่ง
เหล่านี้คือนิสัยของเพื่อนซัยตอน)

  - ควรลีกเลี่ยง การเสพสิ่งที่ไร้สาระต่างๆ เช่น ละคร คอนเสริต เกมส์ อันที่จะทำให้ละเลยจุดประสงค์หลัก
ของการถือศีลอด

  - ละสายตาจากสิ่งยั่วยุต่างๆ
  -ปรับเปลี่ยนการทำงานที่ตัวเองรับผิดชอบ และการทานยา ให้สอดคล้องกับเดือนรอมฎอน
  -บริจาคอาหาร ต่อผู้ยากจน คนเดินทาง และเพื่อนบ้าน
  -ทำความสะอาดร่างกาย เสื้อผ้า และที่อยู่อาศัย เป็นประจำ และปรุงอาหารที่มีประโยชน์ และสะอาด
 - เดือนรอมฎอนเป็นเดือนแห่งอัลกรุอ่าน ในตอนกลางวันควรอ่านอัลกรุอ่านให้มากๆ พร้อมกับศึกษาความหมาย
  -ส่วนในตอนกลางคืนเป็นช่วงเวลาแห่งการละหมาดตะรอเวียะห์(กิยาม) พร้อมหน้ากับครอบครัวหรือที่มัสยิด
  - การทานอาหาร ซะฮูร เป็นสิ่งจำเป็น เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการถือศีลอด แต่ไม่ควรนอนทันทีหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ หากเราทานอาหารแล้วนอนทันที จะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อยมาที่หลอดอาหาร และจะเกิดการอักเสบ แน่นหน้าอก จึงควรทานอาหารสักประมาณตีสามครึ่ง และรอละหมาดซุบฮ์ก่อน แล้วค่อยนอนพัก

  เมื่อเราได้ทดสอบการทำอิบาดะห์ในเดือนรอมฎอนอย่าสมบรูณ์แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำอิบาดะห์ในอีก 11 เดือนที่เหลือ เช่นเดียวกับเดือนรอมฎอน.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 01/ก.ค./2012 09:06:43 โดย sindarooz »

  ความคิดเห็น #10 เมื่อ: 05/ก.ค./2012 07:15:53 »
                                              เรื่องการถือศีลอด
    

     มุสลิมส่วนมากได้ถือศีลอดเป็นประจำอยู่แล้ว ก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวในเรื่องการให้ถือศีลอด แต่ที่ต้องการจะกล่าวนั้นก็เพื่อให้พวกเรามาทำความเข้าใจกันในเรื่องเป้าหมายของการถือศีลอดว่ามันมีจุดประสงค์อย่างไร และอะไรคือเจตนารมณ์ ซึ่งอัลเลาะฮ์ได้บอกให้พวกเรารู้ว่าการถือศีลอดมีประโยชน์และความดีมากมายสำหรับคนที่ถือศีลอดแต่พวกเขาไม่รู้ อัลเลาะฮ์ได้สื่ออะไรกับเรา  
        
 เมื่อเราวิเคราะห์แสวงหาความจริงในความโปรดปรานขอพระองค์ พวกเราก็จะพบประโยชน์มากมายในระหว่างการถือศีลอด โดยเราจะพบว่าการถือศีลอดนั้นเป็นการฝึกให้เรา อดทนอดกลั้นต่อสภาวะแวดล้อมที่มีผลกระทบต่ออวัยวะทุกส่วนและจิตใจของเรา และการที่ต้องอดทนจากความหิวโหยโดยการอดกินอดดื่มนั้น ก็เพื่อมนุษย์จะได้เข้าใจในคุณค่าของอาหารที่พระเจ้าทรงประทานให้มาว่ามันมีคุณค่าสักเพียงไร ถ้าเราไม่ได้กินอาหารเราก็หิว เพื่อเราจะได้มีสำนึกในการกินอาหารอย่างมีคุณค่าและรู้จักประหยัดไม่ว่าเราจะมีฐานะอย่างไร ถ้าเราเป็นคนมีฐานะดีเราก็ต้องคิดถึงผู้ยากไร้ผู้ยากจนและผู้ขัดสน หน้าที่ของเราก็คือต้องทำบุญแบ่งปันทรัพย์สินบางส่วนของเราให้เป็นกุศลทานให้บุคคลที่ด้อยโอกาสกว่าเราให้เขามีโอกาสดำรงชีวิตอยู่ได้  
          
     และการถือศีลอดนั้นก็ยังเป็นการถนอมร่างกายของเราให้ได้รับการพักผ่อนปีละครั้งเพื่อสุขอนามัยที่ดีของร่างกาย เพราะร่างกายของเราจะได้รับทานอาหารอย่างมากมายมาตลอด 11 เดือน ดังนั้นในเดือนรอมฎอนหนึ่งเดือนเราจะกินอาหารเพียงน้อยนิดแต่จิตวิญญาณของเราจะได้รับอาหารอันเป็นกุศลทานมากมาย
    ในความเป็นจริงของสังคมมุสลิมทั่วไปในปัจจุบันนั้เจตนารมณ์ของผู้ถือศีลอดได้เปลี่ยนแปลงไปจากเป้าหมายเดิม เพราะมีมุสลิมจำนวนไม่ใช่น้อยได้ถือศีลอดตามหน้าที่ที่ถูกกำหนดไว้ปีละเดือนเพียงประการเดียวโดยมิได้คำนึงถึงเป้าหมายและเจตนารมณ์ที่แท้จริง ดังนั้นมุสลิมจำนวนมากที่ถือศีลอดเมื่อมีความหิวจากการถือศีลอดก็จะนึกถึงแต่ตนเอง คือคิดถึงเรื่องอาหารการกิน คิดว่าเวลาละศีลอดวันนี้ตนอยากกินอะไร  ผู้ถือศีลอดแต่ละคนจึงต้องแสวงหาอาหารเพื่อกักตุนไว้กินอย่างมากมายเกินความจำเป็นจนเหลือทิ้ง

    

      
    
 เราจะพบว่าในช่วงระยะเวลาตลอดทั้งปีในเดือนรอมฎอที่ผ่านมาจะมีอาหารหลายอย่างที่เราไม่มีโอกาสได้กินในวันปกติเพราะไม่มีผู้ทำมาขาย แต่เมื่อเข้าเดือนรอมฎอนก็จะมีร้านอาหารจำนวนมากมายในทุกพื้นที่ทุกชุมชนเปิดขายอาหารให้บริการแก่ผู้ละศีลอดโดยมีอาหารหลากหลาย จนทำให้ดูเสมือนว่า เดือนรอมฎอนซึ่งเป็นเดือนแห่งการถือศีลอดได้กลับกลายเป็นเดือน “มหกรรมแห่งการกิน” หรือ “มหกรรมอาหารนานาชนิด” เป็นเดือนที่แต่ละครอบครัวจ่ายเงินค่าอาหารมากกว่าเดือนปกติ
 
         

     บุคคลที่ป่วยเป็นโรคบางโรคที่สามารถจะทุเลาได้ในเดือนรอมฎอนกลับต้องเป็นหนักขึ้น เช่น โรคเบาหวาน เพราะสาเหตุจากการกินขนมหวานมากเกินไป สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นประเพณีที่ทำลายวัฒนธรรมอันดีงามในหลักการอิสลามตามแบบอย่างของท่านศาสดาที่ได้ปฏิบัติ ดังนั้นถ้าเราประหยัดค่าใช้จ่ายในเดือนรอมฎอน เราก็จะเหลือเงินมากมายมาพัฒนาสังคม
 
       

     ในเดือนธรรมดาวันหนึ่งเรากินอาหารปกติ 3 มื้อโดยประมาณ 100 บาท คือเช้า 30 เที่ยง 40 เย็น 40   แต่ในเดือนรอมฎอนเรากินเพียง 2 มื้อ เช้าและค่ำ เราจึงประหยัดมื้อเที่ยงได้หนึ่งมื้อ คือประหยัดได้วันละ 40 บาท คูณ 29 วัน เท่ากับ 1,160 บาทต่อคน ถ้าหนึ่งหมู่บ้านมีคน 1,000 คน เราก็จะมีเงินคงเหลือในหนึ่งหมู่บ้านประมาณ  1,160,000 บาทที่จะนำมาพัฒนาคนในหมู่บ้านได้อย่างดี วันนี้เรามี 2,000 กว่าหมู่บ้านในสามจังหวัดภาคใต้ เราจะพบว่าในเดือนรอมฎอนเดือนเดียว เราจะมีเงินพัฒนาคนของเราถึง 2-3 พันล้านบาท น่าคิดมากๆ
 
         

       อัลเลาะฮ์ (ซ.บ.) มีเป้าหมายให้เราได้กินน้อยลงมีความประหยัดและบริจาคทานให้มากขึ้น พระองค์ได้บอกแก่เราว่าการถือศีลอดนั้นมีความดีอยู่มากมายแต่พวกเราไม่รู้    

 ไพศาล ดะห์ลัน
ประธานเครือข่ายชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา, กรรมการซูรอ  สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย และ กรรมการซูรอ   สมาคมจันทร์เสี้ยวการแพทย์และสาธารณสุข
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05/ก.ค./2012 07:52:16 โดย sindarooz »

  ความคิดเห็น #11 เมื่อ: 08/ก.ค./2012 08:10:09 »

ตืนเต้นรอรับรอมฎอนการีม




ตื่นเต้นจัง เมื่อรู้ว่า เธอใกล้มา
หวั่นหนักหนา ตัวฉัน ได้พบเจอ
แอบคิดถึง เฝ้าหา เพ้อละเมอ
เตรียมปรนเปรอ ตักตวง คุณความดี

........................
 
 วาดภาพฝัน วันนั้น ได้มาถึง
ห้วงคำนึง อิ่มเอม และยินดี
วันที่เฝ้า รอคอย มาแรมปี
รอมฎอนนี้ ขัดเกลา บริสุทธิ์ใจ


..............................

  เดือนแห่ง แสงนูร รัศมี
เดือนแห่ง ความดี อันมหาศาล
เดือนแห่งความ เมตตาจาก ผู้อภิบาล
เดือนแห่งอาม้าล....รอมฎอน อัลการีม


..................................
 
  ประตูสวรรค์ ย่างกาย เข้ามาหา
พี่น้องจ้า อย่าระเริง และเมินเฉย
การอภัย มีมากมาย อย่าละเลย
เวลาระเหย หมดไป คิดเสียดาย
..................................
มาพี่น้อง ร่วมกัน ทำความดี
เราน้องพี่ ขยัน ทำอาม้าล
มาน้อมรับ ความเมตตา จากผู้อภิบาล
ความสำราญ เกิดขึ้น ก้องกลางใจ


....................................

  ก่อนรุ่งเช้า ตื่นมา ร่วมโซโฮ
ตกบ่ายโล้ เข้าหา อัลกุรอ่าน
ตะวันคล้อย ช่วยกัน เตรียมอาหาร
เสียงอาซาน ดังก้อง อิ่มใจกาย


.................................

  มัฆริบเข้า สวมชุด เตรียมตาลากง
เดินย่ำตรง อีซา สู่มัสยิด
นั่งรอคอย ญะมาอะฮ์ ตะรอเวียะ
ร่วมตัสเบียะ บรรยากาศ ชื่นชำใจ


.................................
เขียนโดย ครูอิสลาม

  ความคิดเห็น #12 เมื่อ: 09/ก.ค./2012 01:11:09 »
                                        อัล-ร็อยยาน : ประตูสวรรค์สำหรับผู้ที่ถือศีลอด


عَنْ سَهْلِ بْنِ سَعْدٍ السَاعِدِىْ رَضِىَ اللهُ عَنْهُ قَالَ : سَمِعْتُ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهِ عَلَيْهِ وَسَلَّمْ يَقُولُ : إِنَّ فِي الجَنَّةِ بَاباً يُقَالُ لَهُ : الرَيَّانُ ، فَإِذَا كَانَ يَومَ القِيَامَةِ قِيْلَ : أَيْنَ الصَائِمُوْنَ ؟  فَإِذَا دَخَلُوا ، أَغْلِقَ فَيَشْرَبُوْنَ مِنْهُ ، فَمَنْ شَرِبَ مِنْهُ لَمْ يَظْمَأ أَبَدًا.   رواه الترمذي 765 والنسائى 4/168

ความว่า จากซะห์ล บิน สะอ์ด อัซซาอิดีย์ กล่าวว่า ฉันฟังท่าน รอซูล (ศ็อลฯ) กล่าวว่า “แท้จริงแล้วในสรวงสวรรค์นั้นจะปรากฏประตูหนึ่งชื่อว่า “الريَّان  ” ดังนั้นเมื่อวันปรโลกได้เกิดขึ้น มะลาอิกะฮ์จะถามว่า : ผู้ที่ถือศีลอดอยู่ไหน? ครั้นเมื่อผู้ที่ถือศีลอดเข้าไป ประตูก็จะปิด และพวกเขาก็จะดื่มน้ำจากสรวงสวรรค์ ผู้ใดที่ได้ดื่มน้ำจากสรวงสวรรค์แล้วเขาจะไม่รู้สึกกระหายตลอดไป” (บันทึกโดยอัต-ติรมีซี 765 และอัลนะซาอีย์ 4/168/)

   


คำอธิบาย

“الريَّان”  เป็นชื่อหนึ่งของประตูสวรรค์ที่อัลลอฮได้เตรียมไว้แก่บรรดาผู้ถือศีลอด เดิมมาจากคำภาษาอาหรับว่า “อัล-ร็อยย์” หมายถึง การรดน้ำหรือการทำให้หายไปจากความกระหาย จึงเป็นสิ่งที่สมควรสำหรับผู้ที่ถือศีลอด

อัซ-ซัยน์ อิบนุ อัล-มุนีร กล่าวว่า ประตูดังกล่าวนั้นอยู่ในสรวงสวรรค์มิใช่ว่าสวรรค์นั้นมีประตูหาใช่ไม่ ซึ่งเป็นการให้ตระหนักว่าในประตูดังกล่าวนั้นจะปรากฎซึ่งเนี๊ยะมัตและการพักผ่อนหย่อนใจในสวนสวรรค์  ดังนั้นจึงมีความสุขสำราญและรำลึกถึงประตูดังกล่าว [ฟัตฮุล บารีย์ 4/111]




บทเรียนจากหะดีษ

1. กล่าวถึงผลที่ดีเลิศของผู้ที่ถือศีลอดในวันอะคีเราะห์

2. เนี๊ยะมัตในสวนสวรรค์นั้นมีมากมาย เช่น อัลลอฮฺได้เตรียมประตูไว้เฉพาะสำหรับผู้ที่ถือศีลอด

3. ความพิเศษของผู้ที่ถือศีลอด อัลลอฮฺได้ให้เกียรติแก่พวกเขาด้วยความโปรดปรานที่ไม่มีกับบุคคลอื่น

4. ส่งเสริมให้มีการถือศีลอดเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่พระองค์ทรงสัญญาไว้

5. ผลตอบแทนที่อัลลอฮฺมอบให้แก่ผู้ที่ถือศีลอด แสดงให้เห็นว่าการถือศีลอดนั้นมีความประเสริฐยิ่ง


   


Abu Sofwan



  ความคิดเห็น #13 เมื่อ: 17/ก.ค./2012 07:47:39 »

                                                          เตรียมรับรอมฎอนอย่างไร ?

         

       พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย ขณะที่เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญอีกช่วงหนึ่งในชีวิตของเรา คือช่วงเดือนชะอฺบานอันบารอกัต ซึ่งท่านรอซูลได้ให้ความสำคัญกับเดือนนี้มาก ๆ โดยท่านได้ถือศีลอดเป็นส่วนมากในเดือนนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการต้อนรับรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น ขอให้พวกเราจงเตรียมพร้อมสำหรับที่จะต้อนรับรอมฎอนด้วยใจอันเบิกบาน
 

       การเตรียมตัวเพื่อต้อนรับรอมฎอนมิใช่การเตรียมเฉพาทางด้านกายภาพแต่เพียงอย่างเดียว คือการเตรียมเรื่องการจัดซื้ออาหารเตรียมไว้สำหรับรับประทานในช่วงรอมฎอน ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่มักจะคิดเตรียมแต่เฉพาะเรื่องเหล่านี้ จนต้องจัดเตรียมงบประมาณไว้อย่างมากมายกว่าปกติที่จะต้องใช้จ่ายในเดือนอื่น ๆ จนกลายเป็นว่ารอมฎอนคือเทศกาลแห่งการกิน แทนที่จะเป็นเทศกาลแห่งการงดอาหารอันเป็นสาระสำคัญของการถือศีลอด
 

      ดังนั้น การเตรียมรับรอมฎอนที่แท้จริงคือการเตรียมใจให้พร้อมที่จะอุทิศเวลาช่วงรอมฎอนเพื่อการอิบาดะฮ์  การจงรักภักดีต่ออัลลอฮฺและหลีกห่างจากการทำบาปและความชั่วร้ายโดยประการทั้งปวง  ทุกคนจึงควรกำหนดตารางเวลาของตนเองให้ชัดเจน เช่นกำหนดว่าจะอ่านอัลกุรอานวันละกี่ยุซ ซึ่งไม่ควรต่ำกว่าวันละ1ยุซ เพราะถ้าอ่านวันละ 1ยุซ ก็จะจบ 30 ยุซ ภายในหนึ่งเดือนพอดี จะอ่านซิเกรในช่วงวันหนึ่งอย่างไร? เท่าไร? จะละหมาดตะรอเวียะฮฺที่ไหน? จะลุกขึ้นละหมาดช่วงดึกดื่นอย่างไร? หรือไม่? จะเคร่งครัดในเรื่องละหมาดญมาอะฮ์ทุกเวลาที่มัสยิดตลอดเดือน? จะเตรียมงบประมาณไว้สำหรับจัดเลี้ยงละศีลอดและบริจาคทานสักเท่าไร?
 

       เหล่านี้ คือสาระสำคัญของการเตรียมรับรอมฎอน ซึ่งปรากฏในบางหะดีษของท่านรอซูลุลลอฮฺว่า พอถึงช่วงปลายเดือนชะอฺบานท่านจะคุตบะฮ์เพื่อสร้างความตระหนักแก่ศอฮาบะฮ์ถึงความยิ่งใหญ่และความสำคัญของเดือนรอมฎอน โดยท่านได้กล่าวในช่วงหนึ่งว่า พี่น้องทั้งหลาย เดือนอันยิ่งใหญ่และจำเริญยิ่งกำลังจะเข้ามาปกคลุมท่านทั้งหลาย การทำสิ่งที่เป็นสุนัตในเดือนนี้จะได้รับผลบุญเท่ากับทำสิ่งที่เป็นฟัรฎูในเดือนอื่น ๆ  การทำสิ่งที่เป็นฟัรฎูในเดือนนี้หนึ่งครั้งเท่ากับทำในเดือนอื่น ๆ ถึงเจ็ดสิบครั้ง เป็นเดือนแห่งความเสมอภาคและความอดทน ความเสมอภาคคือ การที่ทุกคนต้องอดอาหารเหมือน ๆ กัน ไม่ว่าคนรวยหรือคนจน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐีหรือขอทาน เป็นเดือนแห่งการอดทนอดกลั้น
 

      ดังนั้น การเตรียมรับรอมฎอนก็ควรเตรียมที่จะทำและรับความดีดังที่ท่านรอซูลกล่าวไว้ซึ่งเป็นรางวัลอันยิ่งใหญ่ที่ประเมินค่าไม่ได้ รอมฎอนจึงเป็นโอกาสทองของมุสลิมทุกคนอย่างแท้จริง เราจึงต้องชุโกรฺให้มากๆ ที่พระองค์ทรงยืดอายุเราให้ได้มาพบกับรอมฎอนอีกวาระหนึ่งในปีนี้ และขอพระองค์จงให้เราได้พบกับรอมฎอนอีกในปีต่อ ๆ ไป  อามีน
--------------------------------------------------------------------------------

โดย : นายอาศิส พิทักษ์คุมพล  จุฬาราชมนตรี




  ความคิดเห็น #14 เมื่อ: 19/ก.ค./2012 10:48:44 »
                                                เป้าหมายของการถือศีลอดในอิสลาม



       

   การถือศีลอดเป็นหลักประการหนึ่งของหลักอิสลาม 5 ประการ บุคคลจะไม่เป็นมุสลิมอย่างสมบูรณ์จนกว่าเข่าจะยอมรับและปฏิบัติตามบัญญัติประการนี้ ผู้ใดที่ปฏิเสธและไม่ยอมรับว่า การถือศีลอดเป็นหลักของศาสนาอิสลามแล้ว เขาก็สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม (มุรตัด) แต่ถ้าผู้ใดละเลยต่การถือศีลอดเนื่องจากเกียจคร้าน เขาต้องถูกลงโทษสถานหนัก ไม่มีผู้ใดที่อาจหาญฝืนบัญญัติของอัลลอฮ์ พระองค์จะทรงถอดการอีหม่านออกจากหัวใจของเขา และจะทรงให้เขาพลัดหลงจากหนทางที่ถูกต้อง

   อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงแจ้งแก่บรรดามุสลิมทั้งหลายได้ทราบว่า เป้าหมายของการถือศีลอดในอิสลาม คือ ทำให้ผู้ถือศีลอดมีความตั๊กวา (ยำเกรง) อัลลอฮ์ มุสลิมจะได้รับบทเรียนจากการถือศีลอดเพียง 1 เดือน ซึ่งอาจจะ 29 วัน หรือ 30 วันในช่างเวลานี้ จิตใจของมุสลิมได้รับการฝึกหัดในหลายด้าน ฝึกหัดให้รู้จักความอดทน ระงับโทสะ ระงับตัณหาอารมณ์ การมีจิตใจฟุ้งซ่าน ความทะเยอทะยาน มีความละโมบโลภมาก มีความเห็นแก่ตัว ทำให้ผู้ถือศีลอดมีจิตเมตตา โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้ยากจน ขัดสน ผู้ตกทุกข์ได้ยากและผู้ด้อยโอกาส และทำให้บุคคลมีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่น แน่วแน่ มีสมาธิ และมีความมั่นคง

    มุสลิมสามารถยับยั้งชั่งใจไม่รับประทานอาหารและเครื่องดื่ม ทั้ง ๆ ที่อาหารนั้นเป็นที่หะล้าลสำหรับเขาที่จะรับประทาน แต่เขาก็ไม่รับประทานเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์ เขาได้ละเว้นการกิน การดื่ม โดยหวังในความเมตตาและความพึงพอใจจากพระองค์ มีความเกรงกลัวการลงโทษเนื่องจากการฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์และมีความปารถนาที่จะได้รับกรุณาปราณีจากพระองค์
    ผู้ที่ถือศีลอดและมีความเข้าใจในเจตนารมณ์ในการถือศีลอด เขาจะไม่พูดปด จะไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ไม่บิดพลิ้ว ไม่ผิดสัญญา ไม่โอ้อวด ไม่หลอกลวง ไม่กลับกลอก ไม่ใส่ร้ายป้ายสี ไม่พูดจาหยาบคาย ด่าทอ เสียดสี ไม่สอดรู้ และจะไม่พูดสิ่งใดนอกจากความจริง หลีกเลี่ยงการนินทา เขาจะสำรวม มือ ลิ้น เท้า ตา หู จะไม่หยิบฉวยสิ่งที่ไม่ใช่สิทธิ จะไม่พูดจา และลิ้มรสสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงห้าม จะไม่เดินสู่หนทางแห่งอบายมุข และความชั่วช้า จะไม่มองดูสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงห้าม และไม่รับฟังสิ่งอัปยศ เขาดำรงตนอยู่กับการทำความดี มีความสัจจริง ซื่อสัตย์ต่อสัญญา มีความสุจริตใจ มีความอดทน ต่ออุปสรรคและความทุกข์ยาก และไม่ตกเป็นทาสแห่งตัณหา
 

บทความบางส่วนจาก : วารสารที่นี่สำนักจุฬาราชมนตรี ปีที่ 2 ฉบับที่ 16 ตุลามคม 2547




 


Facebook Comments