การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน

27/มิ.ย./2014 06:54:13 โดย kkk
2
2856



الصِّيـــام
การถือศิลอด (อัศศิยาม)


คำนิยาม :

          อัศศิยาม  ตามหลักภาษา : การงดเว้น
          อัศศิยาม ตามหลักบทบัญญัติ : การงดเว้นจากสิ่งที่ก่อให้เกิดการเสียศีลอดตั้งแต่แสงอรุณขึ้นจนตะวันลับขอบฟ้า



ฮูกุ่มของการถือศิลอด


          ฟัรฎูอัยน์สำหรับมุสลิมชายและมุสลิมหญิงเมื่อครบตามเงื่อนไข (เงื่อนไขที่จำเป็นต้องถือศิลอด)

หลักฐานจากอัลกุรอาน : อัลลอฮฺทรงโองการว่า

ياأَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ. البقرة: 183

"โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! ได้มีบัญญัติแก่พวกเจ้าทั้งหลายให้ทำการถือศิลอด ประดุจที่เคยบัญญัติมาแล้วแก่บรรดาชนในยุคก่อนหน้าพวกเจ้า ทั้งนี้เพื่อพวกเจ้าจะได้มีความยำเกรง"

หลักฐานจากซุนนะ : ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า

 
بُنِيَ الإِسْلاَمُ عَلَى خَمْسٍ شَهَادَةِ أَنْ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ وَأَنَّ مُحَمَّدًا عَبْدُهُ وَرَسُولُهُ وَإِقَامِ الصَّلاَةِ وَإِيتَاءِ الزَّكَاةِ وَحَجِّ الْبَيْتِ
 وَصَوْمِ رَمَضَانَ. رواه مسلم / صحيح مسلم

“ ศาสนาอิสลามถูกก่อตั้งไว้บนรากฐานห้าประการ นั่นคือการปฏิญาณว่าไม่มีผู้ใดควรแก่การได้รับการสักการะนอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัดเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์ การดำรงการละหมาด การจ่ายซะกาต การถือศิลอดในเดือนเราะมะฎอน
และการประกอบพิธีหัจญ์.” รายงานโดยมุสลิม




***

รูก่น(องค์ประกอบ)ของการถือศิลอด

          1.   ผู้ถือศิลอด
          2.   ตั้งเจตนา  (เนียต)
          3.   การงดเว้นจากสิ่งที่ก่อให้เกิดการเสียศิลอด



สิ่งที่จำเป็นต้องถือศิลอด ด้วยประการหนึ่งจากสองประการต่อไปนี้  :

          1.   การเห็นจันทร์เสี้ยว ในเวลากลางคืนของวันที่สามสิบ (หมายถึงวันที่ยี่สิบเก้าค่ำลง) ของเดือนชะอฺบาน
          2.   เดือนชะอฺบานครบสามสิบวัน


เวลาดูจันทร์เสี้ยว :

          หลังจากดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าในคืนที่ยี่สิบเก้าของเดือนชะอฺบาน ¹


ฮิกมะห์ (เคล็ดลับ) ของการถือศิลอด

          1.   การถือศิลอดเป็นการเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ) ด้วยการเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์
          2.   การถือศิลอดนำไปสู่การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ)
          3.   การถือศิลอดเป็นอาหารของจิตวิญญาณและทำให้จิตวิญญาณแข็งแรง


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

¹ เมื่อปรากฏว่ามีการเห็นเดือนในเมืองหนึ่ง แต่กลับไม่เห็นในอีกเมืองหนึ่ง ถ้าหากเมืองทั้งสองตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน จำเป็นบนชาวเมืองทั้งสองจะต้องทำการถือศิลอด เพราะทั้งสองเมืองตกอยู่ในการกำหนดว่าเป็นเมืองเดียวกัน แต่ถ้าหากเมืองทั้งสองตั้งอยู่ไกลกัน จำเป็นบนชาวเมืองทั้งสองต้องดูจันทร์เสี้ยวในเมืองของตัวเอง หลักที่ใช้ในการพิจารณาว่าเป็นเมืองไกลกันก็คือمطالع (ตำแหน่งขึ้นตกของดวงอาทิตย์)




***


          4.   การถือศิลอดเป็นการฝึกฝนให้มีความอดทนและความเข้มแข็ง
          5.   การถือศิลอดทำให้เข้าใจต่อความต้องการของคนยากจนอนาถา
          6.   การถือศิลอดเป็นการป้องกันจากโรคภัยต่างๆ เสมือนที่ท่านนบี (ซ.ล) ได้กล่าวว่า :


صوموا تصِحُّوا. رواه الطبراني / الأوسط

“พวกท่านจงถือศิลอดเถิด แล้วพวกท่านจะมีสุขภาพที่ดี.” รายงานโดยต็อบรอนี


เงื่อนไขที่จำเป็นต้องถือศิลอด

          1.   อิสลาม ¹
          2.   บรรลุศาสนภาวะ²
          3.   มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ³
          4.   มีความสามารถถือศิลอดได้ ⁴
          5.   ปราศจากเฮดและนิฟาส ⁵


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

¹ ส่วนการถือศิลอดของคนตกศาสนาจะไม่ถูกตอบรับ
² ไม่วายิบการถือศิลอดสำหรับเด็ก
³ ไม่วายิบการถือศิลอดสำหรับคนบ้า
⁴ ไม่วายิบในการถือศิลอดสำหรับคนป่วย เมื่อการถือศิลอดของเขาทำให้เขาล่าช้าในการรักษา หรือยิ่งเพิ่มความเจ็บป่วย และไม่วายิบสำหรับคนแก่ชรา
⁵ - เมื่อเลือดเฮดหรือนิฟาสได้ออกมาในขณะที่กำลังถือศิลอด ดั้งนั้นการถือศิลอดของเขาโมฆะทันที และไม่อนุญาตให้เขาถือศิลอดต่อ ถ้าหากเขาถือศิลอดต่อจะมีบาปบนตัวเขา และจำเป็นเขาต้องชดใช้การถือศิลอดที่ขาดไปหลังรอมาดอน
 - เมื่อเลือดเฮดหรือนิฟาสได้หมดลงจำเป็นต้องถือศิลอด ถึงแม้เขายังไม่ได้อาบน้ำวายิบ เพราะการอาบน้ำวายิบเกี่ยวข้องกับการละหมาดไม่ใช่การถือศิลอด
 - ส่วนเลือดเสียไม่ได้หักห้ามการถือศิลอด





***


ฟัรฎูของการถือศิลอด

          1.   ตั้งเจตนา (เนียต)¹
          2.   งดเว้นจากการกินและการดื่ม อัลลอฮฺทรงโองการว่า :


وَكُلُوا وَاشْرَبُوا حَتَّى يَتَبَيَّنَ لَكُمُ الْخَيْطُ الأَبْيَضُ مِنَ الْخَيْطِ الأَسْوَدِ مِنَ الْفَجْرِ ثُمَّ أَتِمُّوا الصِّيَامَ إِلَى اللَّيْلِ... البقرة: 187

“พวกเจ้าจงรับประทานและจงดื่มจนกระทั่งได้ชัดเจนแก่พวกเจ้าซึ่งเส้น(แสง)สี ขาว(ที่ทอดอยู่ขอบฟ้า) อันมาจากเส้น(แสง)สีดำ(อันมืดสนิท)จากแสงอรุณ หลังจากนั้นเจ้าทั้งหลายต้องถือศิลอดให้เต็มวันจวบจนถึงกลางคืน (คือตอนตะวันตกอันเป็นเวลาละศีลอด)”

          3.   งดเว้นจากการร่วมประเวณี
          4.   งดเว้นจากการอาเจียนโดยเจตนา  หมายถึงการกระทำสิ่งที่นำไปสู่การทำให้อาหารออกมาจากกระเพาะอาหารหรืออื่นจากอาหารโดยผ่านทางปาก ²



สิ่งที่ทำให้เสียศิลอด

          1.   สิ่งที่ทำให้ถึงไปยังรู (หมายถึงปาก หู จมูก ทวาร) หรือลำคอ หรือสมองโดยเจตนา
          2.   อาเจียนโดยเจตนา



---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

¹ เงื่อนไขในการเนียต
-   ต้องตั้งเนียตในเวลากลางคืน ถ้าหากไม่ได้ตั้งเนียตในเวลากลางคืน เช่น มาตั้งเนียตหลังจากแสงอรุณขึ้น การเนียตของเขาใช้ไม่ได้ เมื่อการเนียตใช้ไม่ได้การถือศิลอดก็ใช้ไม่ได้
-   ต้องระบุเจาะจงการเนียตให้ชัดเจน เช่น “ข้าพเจ้าถือศิลอดในวันพรุ่งนี้เป็นฟัรดูเดือนรอมาดอนเพื่ออัลลอฮตาอาลา” ถ้าหากเขาตั้งเนียตว่าถือศิลอดเฉยๆ โดยไม่ระบุว่าเป็นเดือนรอมาดอน การเนียตของเขาใช้ไม่ได้
-   ต้องตั้งเจตนาซ้ำ หมายความว่าต้องตั้งเนียตถือศิลอดทุกวันก่อนแสงอรุณขึ้น
² ส่วนการอาเจียนที่เกิดจากหนาวจัด หรือป่วย ไม่ได้ทำให้เสียศิลอด นอกเสียจากว่าเขาจะกลืนสิ่งที่เขาอาเจียนออกมา





***





          3.   เจตนาที่จะละศิลอด
          4.   การกลืนเสมหะ
          5.   การสวนทวาร
          6.   การร่วมประเวณีโดยเจตนาในตอนกลางวัน ¹
          7.   การทำให้อสุจิหลั่งออกมาด้วยการจูบ หรือเล้าโลม  ²
          8.   มีเลือดประจำเดือนหรือนิฟาส
          9.   เป็นบ้าและสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม ³ 
         10.   คลอดบุตรในตอนกลางวันของเดือนรอมาดอน
         11.   (เพิ่มเติม) ⁴ ⁵ ⁶ ⁷ ⁸


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

¹ ส่วนการลืม หรือไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่เสียศิลอด หรือถูกบังคับ ถือว่าไม่เสียศิลอด
² ถ้าหากผู้ถือศิลอดเจตนากระทำก็ถือว่าเสียการถือศิลอด  ส่วนกรณีอสุจิหลั่งออกมาโดยการฝัน ไม่ทำให้เสียศิลอด
³ ส่วนกรณีเป็นลมไม่ทำให้เสียศิลอด นอกจากว่าเป็นลมตลอดทั้งวันจนถึงมัฆริบ ทำให้เสียศิลอด
⁴ ส่วนการอาบน้ำญานาบะฮ์ แล้วน้ำได้เข้าไปในรูหูไม่ทำให้เสียศิลอด แต่ในกรณีอาบน้ำสุนัตต่างๆแล้วน้ำได้เข้าไปในรูหูถือว่าเสียศิลอด
⁵ การกลืนน้ำลายเป็นสิ่งที่อนุญาตเนื่องจากความกระหายโดยที่น้ำลายจะต้องสะอาด แต่ถ้าหากกลืนน้ำลายที่มีการปะปนกับเลือดหรือสิ่งอื่น ถือว่าเสียศิลอด
⁶ ใครที่รับประทานหรือดื่ม โดยที่เขาคิดว่ายังไม่อาซานซุบฮ์ แล้วต่อมาเขาก็ทราบว่าเขาได้อาซานซุบฮ์แล้ว ดั้งนั้นการถือศิลอดของเขาโมฆะ และจำเป็นที่เขาจะต้องถือศิลอดต่อไปทั้งวัน และจำเป็นต้องถือศิลอดชดใช้
⁷ ผู้ที่ไม่จำเป็นต้องงดเว้นจากการกินการดื่ม แต่ส่งเสริม(ซุนนะ)ให้งดเว้น : ผู้เดินทางในเวลากลางวันของรอมาดอน คนท้องและแม่นมเมื่อไม่กลัวอันตรายต่อเด็ก เด็กที่บรรลุศาสนภาวะแต่ไม่มีความสามารถ คนบ้าเมื่อหายบ้า คนต่างศาสนิกที่เข้ารับอิสลาม ผู้มีประจำเดือนและเลือดหลังคลอดบุตรเมื่อหมดจากเลือด และคนป่วยที่ไม่ได้เนียตในเวลากลางคืนแล้วมาหายป่วยในเวลากลางวัน (ทั้งหมดคิดเมื่ออยู่ในเวลากลางวันของเดือนรอมาดอน)
⁸ ผู้ที่จำเป็นต้องงดเว้นจากการกินการดื่ม ถึงแม้การถือศิลอดของเขาใช้ไม่ได้ : ผู้ที่ละศิลอดโดยเจตนาถึงแม้เกิดจากความเข้าใจผิด ผู้ที่ตกศาสนาแล้วเข้าอิสลามใหม่ ผู้ที่ลืมเนียตในเวลากลางคืน





***


สิ่งที่ส่งเสริมในการถือศิลอด

          1.   ให้รีบเร่งในการละศิลอด ¹
          2.   ให้ล่าช้าในการรับประทานอาหารดึก (สะซูร) ²
          3.   ละทิ้งคำพูดที่ไร้สาระ  เช่น  การนินทา  การใส่ร้าย  การพูดเท็จ  เป็นต้น
          4.   เพิ่มพูนการทำอีบาดะห์  เช่น  การอ่านอัลกุรอาน  การซิกรุลลอฮฺ  การศอดาเกาะฮ์  เป็นต้น
          5.   เอียะติกาฟในมัสญิด
          6.   อ่านดุอาอฺขณะละศิลอด
          7.   ละหมาดตะฮัจญุด ³
          8.   ละศิลอดด้วยอินทผาลัม



สิ่งที่ไม่สมควรกระทำในการถือศิลอด

          1.   ล่าช้าในการละศิลอด
          2.   รีบเร่งในการรับประทานอาหารดึก (สะซูร)
          3.   การทำให้เกินเลยในการกรอกคอและการสูดน้ำเข้าจมูก
          4.   การที่สามีจูบภรรยา แต่ถ้าหากจูบแล้วกลัวว่าอสุจิจะหลั่งออกมา ถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม
          5.   การชิมอาหาร แต่ถ้าหากว่าชิมแล้วอาหารลงไปถึงลำคอ ทำให้เสียการถือศิลอด
          6.   การเคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีรสชาติและน้ำตาล
          7.   การแปรงฟันหลังจากดวงอาทิตย์คล้อย (หลังจากซุฮฺรี) สำหรับผู้ถือศิลอด
          8.   การเกินเลยในการใช้น้ำหอมและการดมกลิ่น
          9.   การกรอกเลือด เพราะจะทำให้ผู้ถือศิลอดเกิดความอ่อนแอ



-------------------------------------------------------------------------------------------------------

¹ และส่งเสริมให้ละศิลอดด้วยอินทผาลัมสด หากไม่มีก็ด้วยอินทผาลัมแห้ง หากไม่มีก็ด้วยน้ำ
² เวลาที่ดีที่สุดคือช่วงสุดท้ายของกลางคืน และเป็นเวลาที่อัลลอฮรับดุอา
³ คือละหมาดหลังจากที่ได้นอนหลับแล้ว ถ้าหากยังไม่ได้นอนหลับ ดั้งนั้นละหมาดทุกละหมาดหลังจากอีชา คือกิยามุลลัย





***





วันที่มักรูฮฺ(ไม่สมควร)ถือศิลอด

          1.   ถือศิลอดเฉพาะวันศุกร์ ¹
          2.   ถือศิลอดเฉพาะวันเสาร์ หรือวันอาทิตย์ ²
          3.   ถือศิลอดตลอดทั้งปี ³

 

วันที่หะรอม(ต้องห้าม)ถือศิลอด ⁴

          1.   การถือศิลอดในวันตัชรีกทั้งสาม ⁵


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 ¹ การถือศิลอดวันศุกร์จะไม่เป็นมักรูฮ ถ้าหากเขาถือศิลอดก่อนวันศุกร์หรือหลังวันศุกร์ กล่าวคือเขาได้ถือศิลอดวันพฤหัสแล้วก็ถือต่อวันศุกร์ หรือเขาถือศิลอดวันศุกร์แล้วได้ถือต่อวันเสาร์
² เพราะท่านนบีใช้ให้เราทำแตกต่างกับพวกยะฮูดและนาซอรอ เพราะพวกยะฮูดจะยกย่องและให้เกียรติวันเสาร์ ส่วนพวกนาซอรอจะยกย่องและให้เกียรติวันอาทิตย์ ส่วนการถือศิลอดทั้งวันเสาร์และอาทิตย์คู่กัน ไม่มักรูฮ เพราะไม่มีพวกใดยกย่องให้เกียรติทั้งสองวันในคราวเดียวกัน 
³ ส่วนผู้ที่ไม่กลัวว่าการถือศิลอดตลอดทั้งปีจะเป็นอันตรายแก่เขา และไม่ทำให้เสียสิทธิ์ของผู้อื่น ก็ไม่มักรูฮที่เขาจะถือศิลอดทั้งปี แต่กลับกลายเป็นซุนนะสำหรับเขา เพราะการถือศิลอดเป็นซุนนะที่ประเสริฐ
⁴ ส่วนการถือศิลอดในวันที่สงสัย(ว่าเป็นรอมาดอนหรือไม่) คือวันที่สามสิบของเดือนชะอฺบานนั้นถือว่าเป็นมักรูฮที่ต้องห้าม นอกจากว่าเขาได้ถือศิลอดมาเป็นประจำ เช่นถือศิลอดทั้งปี  หรือถือศิลอดวันจันทร์และวันพฤหัส โดยที่การถือศิลอดของเขาไปตรงกับวันที่สามสิบชะบาน ถือว่าไม่เป็นมักรูฮแต่อย่างใด.  ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า :
"من صام اليوم الذي يشك فيه فقد عصى أبا القاسم" رواه ابن حبان / صحيح ابن حبان
“ใครที่ถือศิลอดในวันที่มีความสงสัย(ว่าสามสิบชะบาน หรือหนึ่งรอมาดอน) แน่แท้เขาได้ทรยศต่อพ่อของกอเซ็ม    (นบี มูฮัมหมัด).” รายงานโดยอิบนุฮิบบาน
⁵ คือวันที่สิบเอ็ด สิบสอง และสิบสาม ของเดือนซุลฮิจญะห์




***


          2.   การถือศิลอดในวันอีดทั้งสองคือ อีดิลฟิตร์ และอีดิลอัฎฮา รายงานจากอะบีฮุรอยเราะห์ (ร.ด.)ว่า :

أن رسول الله صلى الله عليه وسلم نهى عن صيام يومين ويوم الأضحى يوم الفطر  رواه مسلم

“แท้จริงท่านรอซูล (ซ.ล.) ได้ห้ามการถือศิลอดสองวัน วันอัดฮา กับวันฟิตร์"


วันที่สุนัต(ส่งเสริม)ให้ถือศิลอด


          1.   การถือศิลอดในวันที่เก้า(ตาซูอาอฺ) และวันที่สิบ(อาซูรออฺ) ของเดือนมุหัรรอม
          2.   การถือศิลอดหกวัน ในเดือนเชาวาล(บวชหก) ¹
          3.   การถือศิลอดในวันที่เก้าของเดือนซุลฮิจญะห์(วันอะรอฟะห์)
          4.   การถือศิลอดในวันจันทร์และวันพฤหัสบดี ทุกๆสัปดาห์
          5.   การถือศิลอดสามวันในทุกๆเดือน(เดือนอาหรับ) คือวันที่สิบสาม สิบสี่ และสิบห้า
          6.   การถือศิลอดในช่วงเก้าวันแรกของเดือนซุลฮิจญะห์ ²
          7.   การถือศิลอดวันเว้นวัน(การถือศิลอดของนบีดาวูด)



อุปสรรคที่อนุญาตให้ละศิลอด

          1.   คนชราที่ไม่มีความสามารถถือศิลอด และไม่ต้องชดใช้การถือศิลอด แต่ต้องจ่ายอาหารตามจำนวนวันที่ขาดไป วันละหนึ่งทะนาน
          2.   การป่วยซึ่งหากถือศิลอดต่อไป จะทำให้เพิ่มการเจ็บป่วย หรือทำให้การป่วยยิ่งล่าช้าในการหาย³


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

¹ ที่ดีควรถือศิลอดหกวันติดต่อกัน ถัดจากวันอีดิ้ลฟิตร์โดยตรง
² บางหนังสือบอกว่าสิบวัน โดยนับวันที่สิบซุลฮิจญะห์ คือวันอิดิ้ลอัดฮา เพราะมีสุนัตให้ทำการถือศิลอดในช่วงเช้าของวันอิดิ้ลอัดฮา
³ แต่ต้องชดใช้การถือศิลอดที่ขาดไปหลังจากหายป่วย ส่วนการป่วยเรื้อรังทีหมดหวังจากการหาย ไม่จำเป็นต้องถือศิลอด แต่ต้องจ่ายค่าปรับ (ฟิดยะห์) เป็นอาหารแก่คนยากจนแทนการถือศิลอดทุกวัน




***


          3.   การเดินทางไกลซึ่งมีระยะทางไม่น้อยกว่าแปดสิบสามกิโลเมตร ¹
          4.   อยู่ในช่วงทำสงคราม
          5.   หิวหรือกระหายอย่างรุนแรง ²
          6.    (เพิ่มเติม) ³ ⁴ ⁵

 

กัฟฟาเราะห์

          ใครก็ตามที่ได้ละศิลอดในตอนกลางวันของเดือนรอมาดอน ด้วยสาเหตุการป่วยหรือเดินทาง ดั้งนั้นเขาจะต้องชดใช้ในภายหลัง และใครที่ละศิลอดในตอนกลางวัน ด้วยการกินหรือการดืมโดยเจตนาเขาจะต้องชดใช้ในภายหลัง


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

¹ โดยมีเงื่อนไขว่า เป็นการเดินทางที่ศาสนาอนุญาต การเดินทางนั้นใช้เวลาทั้งวัน และต้องเริ่มเดินทางก่อนรุ่งอรุณ
² จนกระทั่งกลัวว่าจะนำมาซึ่งอันตราย หรือกลัวว่าจะทำให้สติปัญญาขาดหาย หรือไร้ความรู้สึก ถ้าหากถือศิลอดต่อไป โดยคิดตามความสามารถของแต่ละบุคคล
³ ผู้ใดที่ขาดการถือศิลอดด้วยสาเหตุการเดินทางหรือป่วย(ที่มีหวังจะหาย) เขาจำเป็นต้องชดใช้การถือศิลอดนั้นก่อนเดือนรอมาดอนปีถัดไป ถ้าหากเขาไม่ชดใช้โดยไม่มีเหตุจำเป็น จนถึงรอมาดอนปีถัดไป เขาก็มีบาป และจำเป็นต้องชดใช้พร้อมกับเสียฟิดยะห์วันละหนึ่งทะนาน(เท่าที่เขาขาด) และยิ่งจำนวนปีผ่านไปโดยที่เขายังไม่ชดใช้ ค่าฟิดยะห์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น (ค่าฟิดยะห์คืออาหารที่คนส่วนมากในเมืองนั้นใช้บริโภคกัน)
⁴ ส่วนคนที่เสียชีวิตโดยยังไม่ได้ชดใช้การถือศิลอดที่ขาดไป และก่อนเสียชีวิตเขายังไม่มีความสามารถชดใช้มันได้ สำหรับเขาไม่มีบาปอะไร แต่คนที่เสียชีวิตไปและก่อนเสียชีวิตเขาสามารถชดใช้ได้ แต่ไม่ชดใช้สำหรับเขามีบาป และสุนัตให้ญาติของเขาถือศิลอดแทนวันที่เขาขาดไป
⁵ หญิงมีครรภ์หรือหญิงที่ให้นมบุตร ถ้าหากทั้งสองกลัวว่าการถือศิลอดต่อไป จะเป็นอันตรายต่อตนเอง ก็อนุญาตให้ละศิลอด แต่ต้องชดใช้ภายหลัง  และถ้าหากทั้งสองกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อบุตร ก็อนุญาตให้ละศิลอด แต่ต้องชดใช้ภายหลังพร้อมกับต้องจ่ายฟิดยะห์ตามจำนวนวันที่ขาดไป วันละหนึ่งทะนาน





***


          ส่วนใครที่ได้ร่วมประเวณีในตอนกลางวันของเดือนรอมาดอน เขาจะต้องชดใช้ภายหลังพร้อมกับเสียกัฟฟาเราะห์


เงื่อนไขที่จำเป็นต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์

          1.   ผู้ที่ร่วมประเวณีต้องเป็นผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว
          2.   ผู้ที่ร่วมประเวณี ร่วมประเวณีโดยเจตนา
          3.   ผู้ที่ร่วมประเวณีรู้ว่าการร่วมประเวณีในตอนกลางวันของเดือนรอมาดอนเป็นที่ต้องห้าม
          4.   ผู้ที่ร่วมประเวณี ร่วมประเวณีโดยสมัครใจ(ไม่ถูกบังคับให้ร่วมประเวณี)
          5.   ผู้ที่ร่วมประเวณี ได้ร่วมประเวณีที่ถือว่าเป็นบาป ¹
          6.   ผู้ที่ร่วมประเวณีจะต้องมีชีวิตอยู่ หรือมีสติ หลังจากได้ร่วมประเวณีแล้ว ²
          7.   ผู้ที่ร่วมประเวณีจะต้องไม่เคลือบแครงใจ ในเวลาที่เขาร่วมประเวณี ³
          8.   ผู้ที่ร่วมประเวณีจะต้องไม่กระทำสิ่งที่ทำให้เสียศิลอดอื่นก่อนการร่วมประเวณี ⁴
          9.    เพิ่มเติม ⁵ ⁶



----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

¹ หมายถึงการร่วมประเวณีของสามีภรรยาในตอนกลางวันของเดือนรอมาดอนถือว่าเป็นบาป แต่ถ้าหากสามีภรรยาได้ร่วมประเวณีกันในขณะเดินทางในตอนกลางวันของเดือนรอมาดอน ไม่ถือว่าเป็นการร่วมประเวณีที่เป็นบาป และเขาก็ไม่ต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์ เพราะทั้งสองได้ร่วมประเวณีกันในช่วงเวลาที่ศาสนาผ่อนปรนให้ (คือช่วงเดินทาง) เพราะในช่วงเวลานั้นไม่ถือว่าวายิบต้องถือศิลอด แตกต่างกับคนที่ไม่ได้เดินทางคืออยู่ที่บ้าน การถือศิลอดของเขาเป็นสิ่งที่วายิบ
² ส่วนใครที่หลังจากร่วมประเวณีแล้วเสียชีวิต หรือเป็นบ้า ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์
³ เช่น เขาได้ร่วมประเวณีในตอนหัวรุ่ง แล้วเขาเกิดสงสัยขึ้นมาว่าเวลากลางคืนหมดแล้วหรือยัง แล้วเขามาทราบที่หลังว่าในตอนที่เขาร่วมประเวณีเวลากลางได้คืนหมดแล้ว ดั้งนั้นเขาไม่จำเป็นต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์ แค่ถือศิลอดชดใช้อย่างเดียว
⁴ ถ้าหากผู้ที่ร่วมประเวณีได้กระทำสิ่งที่เสียศิลอดอื่นแล้ว เช่นรับประทานหรือดื่ม ดั้งนั้นก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายกัฟฟาเราะห์
⁵ และใครที่ได้ร่วมประเวณีมากกว่าหนึ่งครั้งในวันหนึ่ง กัฟฟาเราะห์ของเขาเพียงครั้งหนึ่งเท่านั้น
⁶ การจ่ายกัฟฟาเราะห์สำหรับผู้ชายอย่างเดียว ส่วนผู้หญิงแค่ถือศิลอดชดใช้เท่านั้น




***


วิธีจ่ายกัฟฟาเราะห์

 
   สำหรับการจ่ายกัฟฟาเราะห์ของผู้ที่ร่วมประเวณีในตอนกลางวันของเดือนรอมาดอน เขาจะต้องปล่อยทาสที่มีศรัทธาเป็นชายหรือหญิงก็ได้จำนวนหนึ่งคน ถ้าหากไม่มีความสามารถ หรือไม่สามารถหาทาสมาได้ ให้เขาถือศิลอดติดต่อกันสองเดือน ถ้าหากไม่สามารถถือศิลอดติดต่อกันสองเดือนได้ ก็ให้เขาจ่ายอาหารแก่คนยากจนจำนวนหกสิบคนคนละหนึ่งทะนาน เป็นอาหารที่คนส่วนใหญ่ในเมืองนั้นใช้รับประทาน และถ้าหากไม่มีความสามารถกระทำทุกอย่างที่กล่าวมานั้น กัฟฟาเราะห์ก็จะติตตัวเขาตลอดไปจนกว่าจะสามารถกระทำประการหนึ่งประการใดได้


ความประเสริฐของเดือนรอมาดอน


1.   เป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา อัลลอฮ์ทรงโองการว่า :


شَهْرُ رَمَضَانَ الَّذِي أُنزِلَ فِيهِ الْقُرْآنُ هُدًى لِّلنَّاسِ وَبَيِّنَاتٍ مِّنَ الهُدَى وَالْفُرْقَانِ ، البقرة: 185

“เดือนรอมะฎอนซึ่งอัลกุรอานถูกประทานลงมา เพื่อเป็นสิ่งชี้นำแก่มนุษย์ชาติ และเป็น(หลักฐาน)ที่ชัดแจ้งจากสิ่งชี้นำ และเป็นการจำแนก(ระหว่างความผิดกับความถูก)”

2.   ประตูสรรค์ถูกเปิด ประตูนรกถูกปิด และบรรดาชัยฏอนก็ถูกล่ามโซ่ ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า :

"إِذَا جَاءَ رَمَضَانُ فُتِّحَتْ أَبْوَابُ الْجَنَّة  وَأُغْلِقَتْ أَبْوَابُ النَّارِ وَصُفِّدَتِ الشَّيَاطِيْنُ" .رواه مسلم

“เมื่อเดือนรอมฎอนมาถึง ประตูต่างๆของสวรรค์ก็ถูกเปิด ประตูต่างๆของนรกก็ถูกปิด  และบรรดาชัยฏอนก็ถูกล่ามโซ่” รายงานโดยมุสลิม

3.   เดือนแห่งการอภัยโทษจากพระองค์ (ซ.บ.) ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า :


مَنْ صَامَ رَمَضَانَ إِيْمَانَاً وَاحْتِسَابَاً  غُفِرَ لَهُ مَا تَقَدَّمَ مِنْ ذَنْبِهِ  رواه البخاري ومسلم




***


“ผู้ใดถือศีลอดในเดือนรอมฎอนด้วยความศรัทธา และด้วยความหวังในผลบุญ เขาจะรับการอภัยโทษต่อความผิดของเขาที่ทำมาตลอด(ตั้งแต่) อดีต” รายงานโดยบุคคอรี และมุสลิม

4.   ผู้ที่ถือศิลอดจะถูกนำเข้าสวนสวรรค์ ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า :

إِنَّ فِي الْجَنَّةِ بَابًا يُقَالُ لَهُ الرَّيَّانُ يَدْخُلُ مِنْهُ الصَّائِمُونَ يَوْمَ الْقِيَامَةِ لاَ يَدْخُلُ مِنْهُ أَحَدٌ غَيْرُهُمْ يُقَالُ أَيْنَ الصَّائِمُونَ فَيَقُومُونَ لاَ يَدْخُلُ مِنْهُ أَحَدٌ غَيْرُهُمْ فَإِذَا دَخَلُوا أُغْلِقَ فَلَمْ يَدْخُلْ مِنْهُ أَحَدٌ. رواه البخاري

“แท้จริงในสวรรค์นั้นจะมีประตูทางเข้าอยู่ทางหนึ่งที่มีชื่อว่า“อัรรอยยาน” ในวันกิยามะห์ผู้ที่จะได้เข้าประตูนี้คือผู้ถือศีลอด จะไม่มีผู้อื่นได้เข้า โดยจะมีการเรียกหาว่า บรรดาผู้ถือศีลอดอยู่ที่ไหน?  พวกเขาก็จะแสดงตัวออกมา แล้วเมื่อพวกเขาได้เข้าประตูนี้ไปแล้ว ประตูนี้ก็จะปิดไม่ให้ผู้อื่นได้เข้าไปอีก” รายงานโดยบุคคอรี

5.   ผู้ที่ถือศิลอดจะห่างไกลจากไฟนรก ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า :

لاَ يَصُوْمُ عَبْدٌ يَوْماً فيِ سَبِيْلِ اللهِ إلاَّ بَاعَدَ اللهُ بِذَلِكَ الْيَوْمِ النَّارَ عَنْ وَجْهِهِ سَبْعِيْنَ خَرِيْفاً"رواه ابن حبان

“ไม่มีบ่าวคนหนึ่งคนใดที่เขาได้ถือศิลอดในหนทางของอัลลอฮ์ นอกจากว่าพระองค์จะกำหนด     ให้เขาห่างไกลจากไฟนรกถึงเจ็ดสิบปี” รายงานโดยอิบนุฮิบบาน


------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อ้างอิง

     1.   ฮาชียะห์ ชัยคุลอิบรอฮีม อัลบัยยูร์
     2.   ฮาชียะห์ บูญัยรีมี่ อาลัลคอตีบ
     3.   อัลอิมตาอฺ บีชัรหุล มัตนิอบีชูยาอฺ
     4.   ฟิกหุล มันฮาญี
     5.   อัลกาฟี ฟีฟิกหิลอีบาดาต
     6.   รียาดุซซอลีฮีน




  

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27/มิ.ย./2014 08:29:47 โดย أم حديجة »

2 ความคิดเห็น

kkk
  ความคิดเห็น #1 เมื่อ: 27/มิ.ย./2014 07:07:48 »
 (:>
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27/มิ.ย./2014 07:12:29 โดย أم حديجة »

  ความคิดเห็น #2 เมื่อ: 27/มิ.ย./2014 02:15:51 »
ยาซากัลลอ สำหรับความรู้

 


Facebook Comments