สมชาย นีละไพจิตร

02/ก.พ./2012 01:42:03 โดย ADB
0
4776


นายสมชาย นีละไพจิตร หรือ ทนายสมชาย นีละไพจิตร

ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม เป็นรองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และเป็นคณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย สภาทนายความ

ทนายสมชายเป็นคนทำงานจริงจัง รักความเป็นธรรม มีภรรยา อังคณา นีละไพจิตร และลูกๆ อีก 5 คน คือ สุดปรารถนา ประทับจิต กอปร์กุศล ครองธรรม และกอร์ปธรรม เป็นครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังการทำงานอย่างเสียสละของสมชาย
สมชาย นีละไพจิตร เป็นทนายความมาตลอดชีวิต แม้ชื่อของเขาอาจไม่เป็นที่คุ้นหูคนส่วนใหญ่ แต่เขาคือเบื้องหลังของคดีสำคัญหลายคดี โดยเฉพาะคดีทางภาคใต้ที่ประชาชนถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับ “การก่อการร้าย” ทนายสมชายสามารถทำความจริงให้ปรากฏจนจำเลยพ้นจากข้อหาได้เกือบทุกคดี เช่น คดีกูเฮงเผาโรงเรียนเมื่อปี ๒๕๓๗ คดีหมอแวพัวพันกลุ่มก่อการร้ายเจไอ

นอกจากคดีทางภาคใต้ที่ทนายสมชายเข้าไปทำงานในฐานะชมรมนักกฎหมายมุสลิมแล้ว ยังมีคดีด้านสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ที่นายสมชายรับผิดชอบ อาทิ คดียัดยาบ้า 1 เม็ดนิสิตจุฬาฯ ฯลฯ เกือบทุกคดี ทนายสมชายต้องเป็นทนายที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลายคดีสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นคดีช็อตไข่นายเอกวัต ศรีมันตะ หรือคดีวิสามัญฆาตกรรมโจด่านช้าง

การทำงานของทนายสมชายหลายคดี เปิดโปงพฤติกรรมของตำรวจ หลายฝ่ายเชื่อกันว่าผลงานในอดีตของเขาเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาถูกทำให้หายไป และฟางเส้นสุดท้าย คือการออกมาเปิดโปงเจ้าพนักงานทรมานผู้ต้องหาปล้นปืน-เผาโรงเรียน 5 นายเพื่อให้รับสารภาพ



ในปี 2547 เป็นปีที่เกิดความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ขึ้นหลายเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นคดีปล้นปืน เผาโรงเรียน ลอบวางระเบิด โดยเฉพาะเหตุการณ์ในวันที่ 4 มกราคม 2547 ที่มีคนลอบวางระเบิดโรงเรียนกว่า 20 แห่ง และในเวลาเดียวกันก็มีการบุกล้อมกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จ.นราธิวาส ปล้นปืนไปมากกว่า 400 กระบอก

จากคดีดังกล่าว ในเวลาต่อมาได้ตัวผู้ต้องหา 5 นาย โดยทนายสมชายเข้าไปเป็นทนายให้ แต่เมื่อทนายสมชายไปพบผู้ต้องหาทั้ง 5 ที่กองปราบปรามและสถานที่ควบคุมที่ตัวโรงเรียนตำรวจนครบาล จึงพบว่าผู้ต้องหาถูกตำรวจทำร้ายร่างกายอย่างน่าสังเวช ทั้งยังถูกขู่บังคับให้รับสารภาพ

ในฐานะของทนายที่ติดตามคดีทางภาคใต้ และได้เห็นการกระทำที่เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติต่อประชาชน สมชาย นีละไพจิตร จึงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎอัยการศึก ทั้งยังล่า 50,000 รายชื่อ เพื่อขอแก้ไขกฎหมายนี้ และออกมาเปิดโปงการทรมานผู้ต้องหาในคดีปล้นปืนเผาโรงเรียน ทั้งเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีส่งคณะแพทย์เข้าไปดูอาการของผู้ต้องหา

เขายังขอให้มีการย้ายผู้ต้องหาทั้ง 5 ให้พ้นจากการควบคุมของตำรวจที่ต้องการขยายระยะเวลาการควบคุมออกไป ให้เข้าไปในเรือนจำแทน ซึ่งศาลอาญาเห็นด้วยคำคัดค้านของคณะทนายความ และมีคำสั่งให้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปควบคุมไว้ในเรือนจำ ยังผลให้เจ้าพนักงานสอบสวนคดีนี้และผู้เกี่ยวข้องบางคน แสดงความไม่พอใจ เพราะถือว่าเป็นการเสียหน้า เนื่องจากถูกหักหน้ากลางศาลต่อหน้าสาธารณชน

ระหว่างการออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ลูกความผู้บริสุทธิ์ซึ่งถูกบังคับให้สารภาพนั้น ทนายสมชายและครอบครัวต้องเผชิญกับภาวะที่ถูกข่มขู่ ทนายสมชายเองยังออกปากเตือนเพื่อนทนายความด้วยกัน ให้ระวังตัวว่าจะถูกเจ้าหน้าที่อุ้ม

ข้อความต่อไปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือที่ทนายสมชายเขียนขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2547 เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากหน่วยงานต่างๆ ให้แก่ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน โดยได้อธิบายสภาพผู้ต้องหาเอาไว้ว่า

“ ผู้ต้องหาที่ 1 ถูกใช้ผ้าผูกตาทั้งสองข้าง และถูกเตะบริเวณปากและใบหน้า ผลักให้ผู้ต้องหาที่ 1 ล้มลงและใช้เท้าเหยียบหน้า และมีคนปัสสาวะใส่หน้าและปาก ใช้ไฟฟ้าช็อตบริเวณลำตัวและบริเวณอวัยวะเพศถึง 3 ครั้ง

ผู้ต้องหาที่ 2 ถูกใช้ผ้าปิดตาทั้งสองข้าง และเตะบริเวณลำตัว ใช้รองเท้าตบหน้าและบังคับให้นอนแล้วให้คนปัสสาวะรดหน้า

ผู้ต้องหาที่ 3 ถูกใช้ผ้าปิดตาทั้งสองข้าง ถูกเตะบริเวณลำตัวหลายแห่ง ใช้มือตบบริเวณกกหูทั้งสองข้าง ใส่กุญแจมือไพล่หลัง ใช้เชือกมัดข้อเท้าทั้งสองข้าง และใช้ไฟฟ้าช็อตตามลำตัวและหลัง

ผู้ต้องหาที่ 4 ถูกใช้ผ้าปิดตาทั้งสองข้าง บีบคอ ใส่กุญแจมือไพล่หลัง และใช้ไม้ตีด้านหลังจนศีรษะแตก ได้ใช้เชือกแขวนคอกับประตูห้องขัง ใช้มือทุบบริเวณลำตัวและได้ใช้ไฟฟ้าช็อตด้านหลัง

ผู้ต้องหาที่ 5 ถูกใช้ผ้าปิดตาทั้งสองข้าง และถูกตบด้วยเท้าบริเวณหน้าและปาก ตบบริเวณกกหู ต่อยท้อง และใช้ไฟฟ้าช็อตหลายครั้ง”

จากนั้น วันที่ 12 มีนาคม ทนายสมชายเดินทางไปทำธุระที่ศาลล้มละลายกลางและศาลแพ่งกรุงเทพฯ ใต้ ในเวลากลางวัน และเข้าไปทำงานที่สำนักงานย่านรัชดาในเวลาเย็น จากนั้นทนายสมชายได้นัดเพื่อนทนายที่ร้านอาหารย่านรามคำแหงในช่วงค่ำ ก่อนจะแยกย้ายกันในเวลาประมาณ 2 ทุ่ม โดยทนายสมชายขับรถจากถนนรามคำแหงมุ่งไปทางลำสาลี

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้ติดต่อกับทนายสมชายอีก ในวันที่ 13 มีนาคม 2547 ทนายสมชายไม่ได้ร่วมประชุมชมรมนักกฎหมายมุสลิม และในวันที่ 14 ทนายสมชายขาดนัดว่าความให้จำเลยที่ศาลจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น ผิดกับนิสัยของทนายสมชายซึ่งรับผิดชอบและเอาจริงเอาจังกับเรื่องงาน



จากเหตุการณ์ในวันที่ 12 มีนาคม 2547 มีประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ในช่วงเวลาสองทุ่มครึ่ง บริเวณถนนรามคำแหง 65 หน้าร้านแม่ลาปลาเผาว่า เห็นรถของทนายสมชาย นีละไพจิตรมาจอด และมีรถเก๋งสีดำอีกคันมาจอดต่อท้าย ทนายสมชาย นีละไพจิตร เดินลงจากรถมาพูดคุยกับ พ.ต.ต.เงิน ทองสุก และพรรคพวกอีกรวม 3 – 5 คน และพยานเห็นพ.ต.ต.เงิน ทองสุก ผลักนายสมชายขึ้นรถแล้วขับออกไป ส่วนรถที่ทนายสมชายขับมานั้น ถูกพรรคพวกของ พ.ต.ต.เงิน ทองสุก อีกคนหนึ่งขับออกไปจอดทิ้งไว้บริเวณใกล้สถานีขนส่งหมอชิต

ในกระบวนการสืบสวนคดีนี้ มีเพียงประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์ และบันทึกการโทรศัพท์เข้าออกของพ.ต.ต. เงิน และพรรคพวกในคืนเกิดเหตุ จนได้ตัวพ.ต.ต.เงินและพรรคพวกรวม 5 นาย มาเป็นจำเลย แต่การสืบสวนคดีดังกล่าวก็พบอุปสรรคไม่น้อย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2549 ศาลอาญาพิพากษาตัดสินจำคุก พ.ต.ต.เงิน ทองสุก สารวัตรทำหน้าที่นายตำรวจปฏิบัติการพิเศษ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน สำนักการกำลังพล สว.(ทนท.นรพ.กอ.รมน.) สกพ. ช่วยราชการกองปราบปราม ให้จำคุก 3 ปี ในข้อหาข่มขืนใจให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใด

“ทราบว่าเสียชีวิตแล้ว เพราะพบร่องรอยหลักฐาน แต่ยังพูดอะไรไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องทางคดีให้ดีเอสไอ เขาสรุปสำนวนเพื่อดำเนินการเสียก่อน” (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, ผู้จัดการ 13 ม.ค. 49 - - 1 ปี 10 เดือน หลังจากทนายสมชายหายตัวไป และ 1 วันหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย)

แม้สมชาย นีละไพจิตร จะเป็นทนายความเล็กๆ มีวิถีชีวิตเรียบง่าย สมถะ มิได้มีตำแหน่งใหญ่โต แต่ความมุ่งมั่น มานะ และซื่อสัตย์ ในวิชาชีพของเขา มีความหมายยิ่งต่อคนเล็กๆ มากมาย ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และยังถือเป็นประวัติศาสตร์ด้านสิทธิมนุษยชนอีกหน้าหนึ่งของประเทศไทยด้วย

ที่มา : จากหนังสือ “สมชาย นีละไพจิตร ผู้เชื่อมั่นในระบบยุติธรรม” เนื่องในโอกาสครบรอบสองปีที่ถูกทำให้หายตัว
 
 


  


ความคิดเห็น
 


Facebook Comments