การตั้งกลุ่ม(ญะมาอะฮฺ)กับข้อชี้ขาดในอัลอิสลาม

30/ม.ค./2013 12:51:36 โดย Alikhan
14
2857

บิสมิ้ลลาหฺฮิรเราะหฺมานิรรอฮีม ด้วยนามแห่งอัลลอฮฺผู้ทรงประทานทางนำแด่มวลมนุษย์ พระองค์ทรงทำให้เขาทั้งหลายออกจากความมืดสู่แสงสว่างผู้ทรงสอนมนุษย์ให้รู้จักสัจธรรม ทรงชี้แนะพวกเขาให้ออกห่างจากการอธรรมและสิ่งชั่วร้ายทั้งมวล
อนึ่งการตั้งกลุ่มหรือญะมาอะฮฺหนึ่งญะมาอะฮฺใดขึ้นมาในโลกนี้นับว่าเป็นหะรอม(ต้องห้าม)ด้วยตัวบทจากอัลกรุอานและจากอัลหะดิษและจากการประมวลถ้อยคำที่มาจากร่องรอยของเหล่าซอฮาบะฮฺรวมทั้งการวิเคราะหฺโดยละเอียด
๑ อัลลอฮฺตรัสว่า ولاتفرقوا(และพวกเจ้าทั้งหลายจงอย่าได้แบ่งแยก) อัลลอฮฺทรงตรัสอีกว่า  ....ولا تكونوا كالذين تفرقواواختلفوا (และพวกเจ้าจงอย่าได้เป็นดั่งเช่นชนก่อนหน้าพวกเจ้าที่พวกเขาแบ่งแยกศาสนา) อัลลอฮฺตรัสอีกว่า إن الذين فرقوادينهم وكانوا شيعا(แท้จริงบรรดาผู้ที่แบ่งแยกศาสนาของพวกเขาและปรากฏว่าพวกเขานั้นแบ่งกันเป็นกลุ่มเป็นคณะ)

จากโองการทั้งหมดที่ถูกกล่าวมาข้างต้นอัลลอฮฺพระเจ้าได้ทรงคาดโทษและห้ามและตำหนิ การแบ่งกลุ่มแบ่งคณะในหมู่มวลมุสลิมทั้งหลายซึ่งการกระทำดังกล่าวมันคือวิธีเดียวกันกับศาสนิกอื่นที่ผ่านมาในอดีตเช่นชาวยิวและคริสเตียน

๒ ท่านนบีกล่าวเอาไว้ในอัลหะดิษบันทึกโดยบุคอรีและมุสลิมท่านกล่าวว่า ولاترجعوا بعدي كفارا يضرب بعضكم رقاب بعض(และพวกเจ้าทั้งหลายจงอย่าได้กลับไปอยู่ในสภาพของพวกที่ปฏิเสธ โดยที่ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาว่าร้ายซึ่งกันและกัน) หะดิษดังกล่าว ท่านนบีได้เตือนประชาชาติของท่านและกลัวว่าซักวันหนึ่งประชาชาติของท่านจะกลับคืนสู่สภาพเดียวกันกับผู้ปฏิเสธทั้งหลาย ด้วยเหตุผลการจัดตั้งญะมาอะฮฺกลุ่มต่างๆของใครของมัน โดยที่แต่ละกลุ่มต่างอวดศักดาความถูกต้องของตนเอง โดยเริ่มจากการทะเลาะเบาะแว้งสาดโคลนใส่กัน อันเนื่องมาจากการแบ่ง การแยก การแตก ออกจากกลุ่ม มาวันนี้แบบฉบับของท่านนบีที่ห้ามการแบ่ง การแยก หรือตั้งชื่อกลุ่มใครกลุ่มมันกำลังถูกทำลายเกือบจนหมดสิ้นแล้ว เพราะพวกเรามองเห็นซุนนะฮฺอันนี้ของท่านนบีเป็นเรื่องต่ำ มาวันนี้ในโลกอิสลามที่เรากำลังเห็นถึงความหายนะ สงครามกลางเมือง การสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน เกียรติยศ ของประชาชาตินี้ กำลังถูกคนที่อ้างตนว่าเป็นมุสลิม ว่าเป็นญะมาอะฮฺนั้นและกลุ่มนี้กำลังสาดโคลนใส่กันเอง

ถ้าวันนี้ญะมาอะฮฺอัลอิควานบอกว่าพวกเขาประเสริฐสุดมีแนวทางดีที่สุด วันพรุ่งนี้ญะมาอะฮฺตับลีฆก็จะบอกว่ากลุ่มของเขาทำงานดะอฺวะฮฺเป็นกลุ่มที่ดีและประเสริฐสุด ต่อไปกลุ่มพวกก็อดยานี ก็จะอ้างว่าญะมาอะฮฺพวกเขาประเสริฐสุดหรือว่าทุกคนรวมทั้งกลุ่มต่างๆที่กำลังถูกกล่าวมานี้มีผู้ก่อตั้งและอุดมการณ์และเป้าหมายและอะกีดะฮฺอันเดียวกันทั้งหมด วัลลอฮฺ ด้วยนามแห่งเอกองค์อัลลอฮฺ ทั้งหมดมันคืออารมณ์ความต้องการกลั่นออกมาเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนแยกและแบ่งเป็นกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ เพราะทุกกลุ่มก็อ้างว่ากลุ่มของตนเองพยายามที่จะรวมประชาชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รังเกียจ คัดค้าน ต่อต้านการแบ่งแยก การแตกแยกให้งดข้อพิพาท ที่จะนำไปสู่ความบาดหมางในกลุ่มแต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อ หะซัน บันนา วางกฎไว้ให้กับกลุ่มตัวเอง ๒๐ ข้อ มูฮัมมัด อินยาส กาลดะอฺละวียฺ อัตเดียวบันดียฺ อัลฮานาฟี วางกฏให้กลุ่มตับลีฆทำงานภายใต้ ๖ ข้อ ส่วนก็อดยานี นำศาสนาอิสลามไปเล่นแร่แปรธาตุไปอีกแบบหนึ่ง ถามตรงนี้ว่าแล้วทั้งสามกลุ่มที่เรียกร้องและแอบอ้างว่าจะรวมประชาชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งที่กฏและระเบียบของแต่ละกลุ่มที่ตัดเติมเสริมแต่งขึ้นมากันเองโดยมีหลักอะกีดะฮฺไปคนละทิศละทาง ซึ่งทั้งหมดก็อ้างว่ามีเจตนาที่ดี ขอยกตัวอย่างอีกซักหนึ่งอย่าง ถามว่าการนมาซที่จะต้องทำวันละห้าครั้งจะต้องมีคุณลักษณะที่ตรงและคล้ายกับท่านนบีที่นำมาจากญิบรีลโดยการบัญชาจากอัลลอฮฺใช่ไหม?

ตรงนี้เอาแค่เบื้องต้นเรื่องการนมาซก่อนอย่าเพิ่งไปถึงเรื่องการจ่ายซะกาตและถือศีลอดของแต่ละกลุ่ม ที่กล่าวมาข้างต้นที่อยู่ต่างมัซฮับแต่ละพื้นที่และแต่ละประเทศ ยกตัวอย่างกลุ่มตับลีฆภาคใต้ยืนนมาซข้างกลุ่มตับลีฆภาคเหนือ ท่านลองสังเกตุดูสิว่าคนสองกลุ่มเริ่มตั้งแต่ตักบีรจนถึงให้สลามนมาซเหมือนกันหรือไม่? นอกจากนี้ญะมาอะฮฺตับลีฆจากประเทศอินเดียนมาซเหมือนกับญะมาอะฮฺตับลีฆจากประเทศซูดานหรือไม่? ขอยกตัวอย่างให้เห็นญะมาอะฮฺจากแอฟริกาพอยกมือ ตักบีรอตุ้ลเอี๊ยะหฺรอมพวกเขาก็ปล่อยมือวางลง แต่ตับลีฆจากอินเดีย พอยกมือตักบีรอตุ้ลเอี๊ยะหฺรอมก็นำมือทั้งสองวางใต้สะดือ ส่วนญะมาอะฮฺจากกลุ่มอาหรับก็เอามือทั้งสองวางบนสะดือนิดหนึ่ง สรุปแล้วปัญหาดังกล่าวหัวหน้าตับลีฆบอกว่าเป็นปัญหา คิลาฟียะฮฺ ห้ามนำมาพูดในกลุ่มตับลีฆ ซุบฮานัลลอฮฺ!!!!!!!!

มาวันนี้ญะมาอะฮฺตับลีฆได้สอนผู้คนว่าให้ไปนมาซรวมกันที่มัสยิด เปรียบไปแล้วเหมือนหัวใจของกลุ่ม แต่กลับพูดว่านมาซของใครของมันก็ได้สรุปแล้วก็หมายความว่าคุณลักษณะการนมาซของท่านนบีมันจบลงด้วยการ ใช้วิธีการของใครของมันกระนั้นหรือ? และนี่หรือคือแนวทางของท่านนบีและซ่อฮาบะฮฺ มันจะรวมกันได้ยังไงในเมื่อการนมาซของญะมาอะฮฺที่กล่าวมาทั้งหมดไม่เหมือนกันแม้แต่กลุ่มเดียว ซึ่งต่างกลุ่มต่างคุยโอ้อวดว่า กลุ่มตนเองนั้นเลอเลิศและประเสริฐสุด มันจะรวมอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้อย่างไร ในเมื่ออะกีดะฮฺทั้งสามกลุ่มแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน กลุ่มอัลอิควานกำเนิดมาจาก ซูฟียฺตะรีกัต สายอัลหะซอฟียะฮฺ ผู้นำกลุ่มถูกลอบสังหารจบชีวิตอย่างน่าอนาถ ส่วนญะมาอะฮฺตับลีฆก่อตั้งมาจาก ซูฟียฺทั้งสี่สายโดยหลัก เช่นสายของ นักชะบันดียะฮฺ และ ญิชตียะฮฺ และอื่นๆ ส่วนกลุ่มอะฮฺมะดียะหฺ หรือ ที่เรียกกันว่าก็อดยานี ผู้ก่อตั้งลัทธิคือ มิรซา ฆุลาม อะฮฺหมัด(นบีขี้ยา)ติดกัญชา ยาเมา อย่างหนัก จนจบชีวิตในห้องส้วมอย่างอนาถ

สรุปแล้วพื้นฐานการรวมตัวของมุสลิมนั้นอยู่บนหลักอะกีดะฮฺ(ความเชื่อมั่น)และซุนนะฮฺเท่านั้น แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะสามารถให้พวกเขารวมตัวกันได้ ส่วนการกระทำอุตริ การแบ่งแยกเป็นกลุ่มนั้นกลุ่มนี้เป็นบ่อเกิดแห่งความวิบัติหายนะ สร้างความบาดหมาง ชิงดี ชิงเด่น แตกแยกกัน ใน ศอฟ หมู่แถวของประชาชาติด้วยเหตุนี้ เชคคุ้ลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ จึงกล่าวว่า "คำว่าบิดอะฮฺนั้นคือบ่อเกิดแห่งการแบ่ง การแยก ออกจากกลุ่มเสมือนกับคำว่า ซุนนะฮฺนั้น คือบ่อเกิดของการรวมญะมาอะฮฺ ด้วยเหตุนี้จึงได้ชื่อว่าเป็น อะฮฺลุสซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ(กลุ่มผู้ติดตามแบบฉบับซุนนะฮฺและติดตามญะมาอะฮฺซ่อฮาบะฮฺและมวลมุสลิมทั้งมวล) ซึ่งต่างกันกับดั่งที่กลุ่มอะฮฺลุ้ลบิดอะฮฺ วัลฟิรเกาะฮฺ ที่ถูกเรียกว่า กลุ่มอุตริ ต่อเติม และแบ่งแยก เป็นพรรค เป็นพวก" นอกจากนี้การเชิญชวนของอะฮฺลุสซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ อยู่บนพื้นฐานที่มาจากวะฮียฺ ตั้งแต่คำแรก จรด คำสุดท้าย ส่วนการดะอฺวะฮฺของกลุ่มต่างๆ ญะมาอะฮฺทั้งหลาย ต่างกันตรงที่ว่าพวกเขาเรียกร้องไปสู่การฟิกิร(หลักความคิด)ของใครของมันที่สรรหากันขึ้นมาเอง

มีคำถามให้ทั้งสามกลุ่มช่วยตอบ
ถ้าวันนี้ นาย ก จะตั้งญะมาอะฮฺขึ้นมาใหม่อีกที่ชื่อว่า ญะมาอะฮฺอบูบักร
นาย ข จะตั้งชื่อกลุ่มว่า ญะมาอะฮฺ อุมัร
นาย ค ก็จะตั้งชื่อว่า ญะมาอะฮฺ อาลี และคนอื่นๆก็จะตั้งกลุ่มตัวเองชื่อว่า กลุ่ม ก๋วยเตี๋ยว กลุ่ม ข้าวผัด กลุ่ม ขนมจีน

ถามว่าโลกดุนยาจะไม่เละเทะไปมากกว่านี้เหรอ? คุณอยู่เมืองนี้ประเทศนี้ยังไม่รู้สึกตนเอง ไม่สำนึกถึงว่าการเมืองตอนนี้มีกี่กลุ่ม มีกี่สี
เรื่องอื่นเห็นฉลาดอวดเก่งอวดกล้ากันทั้งนั้น แต่แค่เรื่องเข้าใจง่ายๆ ไม่ต้องมานั่งบวก ลบ คูณ หาร กลับ ทำเป็นแกล้งโง่ไปเสียได้ เห็นแต่การก็อปปี้ผู้อื่่น อีหม่านแบบ ลอกเลียน แบบฉบับ ของอาจารย์ผู้รู้ เชค ของใคร เชค ของมัน เท่านั้น

ยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง หากนำเอาครูที่เป็นคนทำงานดะอฺวะฮฺ จากสุไหงโกลกหรือยะลา มาสอนพี่น้องมุสลิมที่จังหวัดพิษณุโลก ในเรื่องนมาซ ถามว่าพี่น้องชาวปากีสถาน ที่อยู่พิษณุโลก จะยอมรับวิธีการสอนนมาซจากโต๊ะครูคนทำงานดะอฺวะฮฺจากภาคใต้หรือไม่?

ต้องตอบนะอย่าทำเป็นใบ้!!!!!และทำไม่รู้ไม่ชี้ในคำถาม ลองเอากลุ่มอัลอิควานมาสอนหลักอะกีดะฮฺให้พวกก็อดยานี ถามว่าอัลอิควานจะยอมรับตามความเชื่อของกลุ่มอัลก็อดยานีหรือไม่? ทั้งหมดที่กล่าวมามันล้วนแต่เป็นความหายนะที่ออกมาจากมันสมองของแต่ละกลุ่มเริ่มตั้งแต่มัซฮับของผู้ก่อตั้งแต่ละกลุ่มและลูกทีมก็ต่างกัน หน้ามือเป็นหลังมือ อยู่แล้ว

ท้ายสุดขอให้พระองค์อัลลอฮฺเปิดหูเปิดตาและเปิดใจให้มวลมุสลิมมีโอกาสได้รับรู้สัจธรรมสิ่งที่ถูกต้องที่ซอฮาบะฮฺนำมาบอกกล่าวต่อพวกเราจากท่านนบีด้วยเถิด โปรดติดตามตอนต่อไป
กลุ่มผู้จัดทำ ห้องสมุดอะฮฺลุ้ลหะดิษ วัลอาษาร


  


14 ความคิดเห็น
  ความคิดเห็น #1 เมื่อ: 30/ม.ค./2013 01:27:54 »
เฮ้อ..ยาวแน่ ปูเสื่อรอเลยละกัน :-X

  ความคิดเห็น #2 เมื่อ: 30/ม.ค./2013 08:30:19 »
เรื่องอิบาดัต นั้นมีตัวบทหลักฐานชัดเจน ทุกคนต้องทำเหมือนกัน แตกต่างกันแค่ปลีกย่อย ส่วนเรื่องงานศาสนา ไม่มีรุก่นว่าจะต้องทำแบบนั้นแบบนี้ ดั้งนั้นฮุก่มกว้างๆ ก็คือมุบา อนุญาตให้กระทำได้ทั้งหมด เพราะแต่ละกลุ่มก็นำหลักการจากอัลกุรอานอัลหะดิษมาใช้ แล้วแต่กลุ่มนั้นๆว่าจะเน้นเรื่องใด ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอิควาน หรือตับลีฆ และชื่อแน่ว่าสองกลุ่มนี้ไม่เบาปัญญาไปหุก่มใคร มีแต่กลุ่มที่สำคัญผิดว่ากลุ่มตนนั้นดีกว่า จึงได้กล้าฟัตวา กล้าหุก่มพี่น้องมุสลิมในกลุ่มอื่นๆ อัสตัฆฟิรุ้ลลอฮฺ

  ความคิดเห็น #3 เมื่อ: 30/ม.ค./2013 10:54:38 »

บิสมิ้ลลาหฺฮิรเราะหฺมานิรรอฮีม ด้วยนามแห่งอัลลอฮฺผู้ทรงประทานทางนำแด่มวลมนุษย์ พระองค์ทรงทำให้เขาทั้งหลายออกจากความมืดสู่แสงสว่างผู้ทรงสอนมนุษย์ให้รู้จักสัจธรรม ทรงชี้แนะพวกเขาให้ออกห่างจากการอธรรมและสิ่งชั่วร้ายทั้งมวล
อนึ่งการตั้งกลุ่มหรือญะมาอะฮฺหนึ่งญะมาอะฮฺใดขึ้นมาในโลกนี้นับว่าเป็นหะรอม(ต้องห้าม)ด้วยตัวบทจากอัลกรุอานและจากอัลหะดิษและจากการประมวลถ้อยคำที่มาจากร่องรอยของเหล่าซอฮาบะฮฺรวมทั้งการวิเคราะหฺโดยละเอียด
๑ อัลลอฮฺตรัสว่า ولاتفرقوا(และพวกเจ้าทั้งหลายจงอย่าได้แบ่งแยก) อัลลอฮฺทรงตรัสอีกว่า  ....ولا تكونوا كالذين تفرقواواختلفوا (และพวกเจ้าจงอย่าได้เป็นดั่งเช่นชนก่อนหน้าพวกเจ้าที่พวกเขาแบ่งแยกศาสนา) อัลลอฮฺตรัสอีกว่า إن الذين فرقوادينهم وكانوا شيعا(แท้จริงบรรดาผู้ที่แบ่งแยกศาสนาของพวกเขาและปรากฏว่าพวกเขานั้นแบ่งกันเป็นกลุ่มเป็นคณะ)

จากโองการทั้งหมดที่ถูกกล่าวมาข้างต้นอัลลอฮฺพระเจ้าได้ทรงคาดโทษและห้ามและตำหนิ การแบ่งกลุ่มแบ่งคณะในหมู่มวลมุสลิมทั้งหลายซึ่งการกระทำดังกล่าวมันคือวิธีเดียวกันกับศาสนิกอื่นที่ผ่านมาในอดีตเช่นชาวยิวและคริสเตียน

๒ ท่านนบีกล่าวเอาไว้ในอัลหะดิษบันทึกโดยบุคอรีและมุสลิมท่านกล่าวว่า ولاترجعوا بعدي كفارا يضرب بعضكم رقاب بعض(และพวกเจ้าทั้งหลายจงอย่าได้กลับไปอยู่ในสภาพของพวกที่ปฏิเสธ โดยที่ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาว่าร้ายซึ่งกันและกัน) หะดิษดังกล่าว ท่านนบีได้เตือนประชาชาติของท่านและกลัวว่าซักวันหนึ่งประชาชาติของท่านจะกลับคืนสู่สภาพเดียวกันกับผู้ปฏิเสธทั้งหลาย ด้วยเหตุผลการจัดตั้งญะมาอะฮฺกลุ่มต่างๆของใครของมัน โดยที่แต่ละกลุ่มต่างอวดศักดาความถูกต้องของตนเอง โดยเริ่มจากการทะเลาะเบาะแว้งสาดโคลนใส่กัน อันเนื่องมาจากการแบ่ง การแยก การแตก ออกจากกลุ่ม มาวันนี้แบบฉบับของท่านนบีที่ห้ามการแบ่ง การแยก หรือตั้งชื่อกลุ่มใครกลุ่มมันกำลังถูกทำลายเกือบจนหมดสิ้นแล้ว เพราะพวกเรามองเห็นซุนนะฮฺอันนี้ของท่านนบีเป็นเรื่องต่ำ มาวันนี้ในโลกอิสลามที่เรากำลังเห็นถึงความหายนะ สงครามกลางเมือง การสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน เกียรติยศ ของประชาชาตินี้ กำลังถูกคนที่อ้างตนว่าเป็นมุสลิม ว่าเป็นญะมาอะฮฺนั้นและกลุ่มนี้กำลังสาดโคลนใส่กันเอง
 
กลุ่มผู้จัดทำ ห้องสมุดอะฮฺลุ้ลหะดิษ วัลอาษาร

ยกหลักฐานตามนัฟซูจริงๆ

ตั้งญะมาอะฮ์ขึ้นมาไม่ได้

ความคิดคุณไม่น่าจะคุยด้วยบอกตรงๆ

แต่มาดูตอนจบน่าตบกระบาลจริงๆ

ดันมี กลุ่มผู้จัดทำ ห้องสมุดอะฮฺลุ้ลหะดิษ วัลอาษาร

มาตรฐานมันอยู่ตรงไหน(ว่ะ)

  ความคิดเห็น #4 เมื่อ: 30/ม.ค./2013 11:15:04 »

 มูฮัมมัด อินยาส กาลดะอฺละวียฺ อัตเดียวบันดียฺ อัลฮานาฟี วางกฏให้กลุ่มตับลีฆทำงานภายใต้ ๖ ข้อ ส่วนก็อดยานี นำศาสนาอิสลามไปเล่นแร่แปรธาตุไปอีกแบบหนึ่ง ถามตรงนี้ว่าแล้วทั้งสามกลุ่มที่เรียกร้องและแอบอ้างว่าจะรวมประชาชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งที่กฏและระเบียบของแต่ละกลุ่มที่ตัดเติมเสริมแต่งขึ้นมากันเองโดยมีหลักอะกีดะฮฺไปคนละทิศละทาง ซึ่งทั้งหมดก็อ้างว่ามีเจตนาที่ดี

กลุ่มผู้จัดทำ ห้องสมุดอะฮฺลุ้ลหะดิษ วัลอาษาร


คุณก็แสดงถึงความเขลาทางปัญญาเช่นเคย

คุณคิดว่ากลุ่มตับลีฒเขาปฏิเสธหุก่มทั้งหมดแล้วมาใช้แค่6ข้อนี้ไง

อย่าอวดฉลาดในเรื่องที่ไม่รู้(จำไว้ไอ้น้อง)

ถ้ามหาลัยมะดีนะฮ์เค้าตั้งกฏว่า นักศึกษาคนใดขาดเรียน20วัน

ติดต่อกันโดยไม่่มีเหตุผลจะต้องโดนไล่ออก

ผมขอถามคุณหน่อยมหาลัยตั้งกฏศาสนาขึ้นมาใหม่ใช่ใหม

และมหาลัยได้ปฏิเสธหุก่มอื่นของศาสนาใช่ใหม

  ความคิดเห็น #5 เมื่อ: 30/ม.ค./2013 11:27:57 »

ตรงนี้เอาแค่เบื้องต้นเรื่องการนมาซก่อนอย่าเพิ่งไปถึงเรื่องการจ่ายซะกาตและถือศีลอดของแต่ละกลุ่ม ที่กล่าวมาข้างต้นที่อยู่ต่างมัซฮับแต่ละพื้นที่และแต่ละประเทศ ยกตัวอย่างกลุ่มตับลีฆภาคใต้ยืนนมาซข้างกลุ่มตับลีฆภาคเหนือ ท่านลองสังเกตุดูสิว่าคนสองกลุ่มเริ่มตั้งแต่ตักบีรจนถึงให้สลามนมาซเหมือนกันหรือไม่? นอกจากนี้ญะมาอะฮฺตับลีฆจากประเทศอินเดียนมาซเหมือนกับญะมาอะฮฺตับลีฆจากประเทศซูดานหรือไม่? ขอยกตัวอย่างให้เห็นญะมาอะฮฺจากแอฟริกาพอยกมือ ตักบีรอตุ้ลเอี๊ยะหฺรอมพวกเขาก็ปล่อยมือวางลง แต่ตับลีฆจากอินเดีย พอยกมือตักบีรอตุ้ลเอี๊ยะหฺรอมก็นำมือทั้งสองวางใต้สะดือ ส่วนญะมาอะฮฺจากกลุ่มอาหรับก็เอามือทั้งสองวางบนสะดือนิดหนึ่ง สรุปแล้วปัญหาดังกล่าวหัวหน้าตับลีฆบอกว่าเป็นปัญหา คิลาฟียะฮฺ ห้ามนำมาพูดในกลุ่มตับลีฆ ซุบฮานัลลอฮฺ!!!!!!!!

กลุ่มผู้จัดทำ ห้องสมุดอะฮฺลุ้ลหะดิษ วัลอาษาร


ยิ่งเขียนยิ่งเขลา

เวลาพี่น้องผู้ศรัทธาทั่วโลกไปทำฮัจย์

หลายคนจะไปเยี่ยมมัสยิดนะบะวีย์(คงรู้น่ะว่าอยู่ที่ไหน)

ที่คุณอ้างข้างต้นน่ะมีเต็มเลย มีมากกว่าที่คุณเห็นในตับลีฒเสียอีก

มีไหมใครเชคของพวกคุณหรืออิหม่ามมัสยิดได้ห้ามการละหมาด

ในรูปแบบอื่น ทำไมไม่ทำกันครับ

ความรู้ของพวกคุณมันสุดยอดแล้วไม่ใช่หรือ

ถ้าพวกเขาผิดห้ามเขาซิครับ

ขอย้ำอย่าหลายมาตรฐาน

  ความคิดเห็น #6 เมื่อ: 30/ม.ค./2013 11:39:13 »

ยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง หากนำเอาครูที่เป็นคนทำงานดะอฺวะฮฺ จากสุไหงโกลกหรือยะลา มาสอนพี่น้องมุสลิมที่จังหวัดพิษณุโลก ในเรื่องนมาซ ถามว่าพี่น้องชาวปากีสถาน ที่อยู่พิษณุโลก จะยอมรับวิธีการสอนนมาซจากโต๊ะครูคนทำงานดะอฺวะฮฺจากภาคใต้หรือไม่?

ต้องตอบนะอย่าทำเป็นใบ้!!!!!และทำไม่รู้ไม่ชี้ในคำถาม

กลุ่มผู้จัดทำ ห้องสมุดอะฮฺลุ้ลหะดิษ วัลอาษาร


เขลาเหมือนเดิม

ผิดตั้งแต่ยกตัวอย่างแล้ว(อยากหัวเราะเป็นภาษาคำเมืองว่ะ)

คุณยังไม่รู้จักตับลีฒพอ คุณจึงตั้งคำถามตลกๆ

ผมพิมพ์ต่อไม่ไหวหัวเราะไม่หยุดเลย

ไว้ให้คนอื่นตอบล่ะกัน


Alikhan
  ความคิดเห็น #7 เมื่อ: 30/ม.ค./2013 11:36:45 »
 :)ตอบคุณ มูฮัมมัด อินยาส ครับ

ครับ อย่าลืมล่ะเสื่ออย่างเดียวไม่พอหรอกครับ เตรียม ผ้าห่ม กะละมัง หมอน และที่สำคัญตับซี ห้ามลืมเด็ดขาด
โอ้ อย่าลืมเอามาเผื่อคุณ sindarooz ด้วยนะครับ ???

  ความคิดเห็น #8 เมื่อ: 31/ม.ค./2013 12:10:41 »
คุณห้องสมุดอะฮฺลุ้ลหะดิษวัลอาษาร السلام عليكم

อ้างถึง
ولا تكونوا كالذين تفرقواواختلفوا

อ้างถึง
إن الذين فرقوادينهم وكانوا شيعا

ผมเคยเตือนคุณแล้ว รีบแก้ไขนะ เพราะนั้นคืออัลกุรอาน
การที่พิมพ์อักษรตก หรือเว้นวรรคผิด ทำให้ความหมายเปลี่ยน
ถ้าเกิดจากความไม่ตั้งใจ หวังว่าอัลเลาะห์คงไม่เอาโทษ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17/เม.ย./2013 01:33:33 โดย AL-RANIALSA »

  ความคิดเห็น #9 เมื่อ: 31/ม.ค./2013 05:20:48 »
คุณห้องสมุดอะฮฺลุ้ลหะดิษวัลอาษาร السلام عليكم

จากที่คุณกกล่าว
อ้างถึง
ท่านนบีกล่าวเอาไว้ในอัลหะดิษบันทึกโดยบุคอรีและมุสลิมท่านกล่าวว่า ولاترجعوا بعدي كفارا يضرب بعضكم رقاب بعض(และพวกเจ้าทั้งหลายจงอย่าได้กลับไปอยู่ในสภาพของพวกที่ปฏิเสธ โดยที่ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาว่าร้ายซึ่งกันและกัน) หะดิษดังกล่าว ท่านนบีได้เตือนประชาชาติของท่านและกลัวว่าซักวันหนึ่งประชาชาติของท่านจะกลับคืนสู่สภาพเดียวกันกับผู้ปฏิเสธทั้งหลาย ด้วยเหตุผลการจัดตั้งญะมาอะฮฺกลุ่มต่างๆของใครของมัน

ผมขอแจ้งให้คุณทราว่าคุณได้ให้ความหมายฮาดิษนี้ผิด และเป้าหมายของฮาดิษก็ผิดด้วย

ที่จริงแล้ว
حديثُ جَريرٍ أَنَّ النَّبِيَّ صلى الله عليه وسلم قَالَ لَهُ في حَجَّةِ الْوَداعِ: اسْتَنْصِتِ النَّاسَ، فَقالَ: لا تَرْجِعُوا بَعْدي كُفَّارًا يَضْرِبُ بَعْضُكُمْ رِقابَ بَعْضٍ. متفق عليه
รายงานจากท่านญะรีร(ร.ด.) ว่าแท้จริงท่านนบี(ซ.ล.)ได้กล่าวกับเขาในฮัจย์วะดาอฺ(ฮัจย์อำลา)ว่า "จงทำให้ผู้คนเงียบเสียง" และท่านนบี(ซ.ล.)ได้กล่าวว่า "พวกท่านทั้งหลายอย่าได้หวนกลับไปเป็นกาแฟรหลังจากฉัน(จากไปแล้ว) เพราะมันจะทำให้พวกท่านกลุ่มหนึงไปฟันคอ(ฆ่าฟันกัน)อีกกลุ่มหนึ่ง" (บันทึกโดย บุคอรีย์และมุสลิม)

จากฮาดิษข้างต้น คุณห้องสมุดอะฮฺลุ้ลหะดิษวัลอาษาร ได้ให้ความหมายคำว่า يضرب คือการกล่าวหาว่าร้าย
ที่จริงแล้วคำว่า يضرب ในฮาดิษนี้คือการฆ่าฟันกัน ไม่ใช้การกล่าวหาว่าร้าย

และแท้จริงเป้าหมายของฮาดิษนี้ไม่ใช่ท่านนบี(ซ.ล.)กลัวการตั้งญามาอะ แต่เป้าหมายของฮาดิษนี่คือ ท่านนบี(ซ.ล)ได้เตือนบรรดาผู้ศรัทธาจากการฆ่าฟันกันที่จะเกิดขึ้นระหว่างพวกเขา และความขัดแย้งความแตกแยกที่จะเกิดขึ้น เพื่อที่จะจะแสวงหาดุนยาและผลประโยชน์ของมันหรือการแสวงหาตำแหน่งหรือการสร้าฟิตนะ และสิ่งเหล่านี้ก็ได้เกิดขึ้นหลังจากท่านนบี(ซ.ล.)ได้เสียชีวิตไม่นาน
อ้างอิง http://www.saaid.net/Doat/binbulihed/86.htm

ดังนั้นแล้ว คุณยังกล้าชี้ขาดเกี่ยวกับการตั้งญามาอะฮฺโดยที่คุณเองยังไม่มีความเข้าใจฮาดิษเลย หรือว่าคุณกำลังจะดัดแปลงฮาดิษเพื่อจะโกหกมนุษย์...

"โอ้อัลเลาะห์โปรดชี้ทางให้กับฉัน แท้จริงฉันเป็นผู้หลงผิด"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17/เม.ย./2013 01:33:55 โดย AL-RANIALSA »

  ความคิดเห็น #10 เมื่อ: 31/ม.ค./2013 04:13:12 »
คุณ Wareedkhan Parthan คอมเม้นท์ไว้ในเฟสบุ๊คเพียบเลย เหมือนคุยคนเดียวนะนั่น ถ้าจะให้ดีสมัครสมาชิกมาคุยกันในเว็บบอร์ดดีกว่าไหม ???

  ความคิดเห็น #11 เมื่อ: 01/ก.พ./2013 08:19:08 »
Wareedkhan Parthan นี่เป็นเอามาก


ABDULWAHAD
  ความคิดเห็น #12 เมื่อ: 02/ก.พ./2013 05:11:25 »
กลุ่มต่างๆที่ตั้งขึ้นเพื่อสะดวกในการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่มีไว้เพื่อแบ่งแยกอะกีดะห์ หรือแบ่งแยกความเป็นมุสลิมจากกัน


Sakareeya Haroon
  ความคิดเห็น #13 เมื่อ: 25/ก.พ./2013 02:21:58 »
ไอ้บ้า เอ๊ย


Alakullihal
  ความคิดเห็น #14 เมื่อ: 22/ม.ค./2014 09:33:27 »
ทุกคนคงยอมรับว่าเรากำลังพูดถึงต้นแบบคือนบีและบรรดาเศาะฮาบะฮฺมิใช่หรือ... เมื่อยุคของนบีและเศาะฮาบะฮฺคือยุคที่ดีที่สุด เมื่อวิธีการของนบีและเศาะฮาบะฮฺคือวิธีการที่ดีที่สุด ่แล้วทำไมไม่ใช้สติปัญญาพิจารณาใคร่ครวญดูว่ากลุ่มใด ณ ตอนนี้ที่ใกล้เคียงนบีและเศาะฮาบะฮฺมากที่สุด ถ้าการใช้สื่อทีวีหรืออินเตอร์เน็ตหรือวิธีการต่าง ๆที่เลียนแบบพวกยิวอยู่ในขณะนี้เป็นวิธีการที่ดีทำไมอัลลอฮฺไม่ส่งลงมาตั้งแต่ในยุคนั้นหล่ะ...


 


Facebook Comments